วันที่ 16 ตุลาคม 2567 คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 2.50% เป็นเหลือ 2.25% ต่อปี โดยระบุเป็นอัตราที่เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ผ่านมาเกือบ 5 เดือนในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ กนง.จะมีการประชุมนัดแรกของปี 2568 ท่ามกลางแรงกดดันจากรัฐบาล ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนที่ตั้งความหวัง กนง.จะมีการพิจารณาและมีมติปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีกเป็นครั้งแรกของปี 2568
ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ก่อนการประชุม กนง.ที่จะมีขึ้นเพียง 1 วัน นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาเปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 ได้มีมติส่งหนังสือถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจะมีการประชุม กนง.ในวันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568
สาระสำคัญของหนังสือที่ ครม.ได้ส่งให้ ธปท.พิจารณาคือ คณะรัฐมนตรีมีความกังวลถึงอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 1-3% ซึ่งระดับเงินเฟ้อทั่วไปของไทยได้อยู่ในระดับที่ต่ำเป็นเวลานาน และยังไม่มีทีท่าว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะสามารถเข้าสู่กรอบที่กำหนดได้ ซึ่งหวัง กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาให้สอดคล้องกันกับนโยบายการคลัง และมุ่งหวังจะเป็นตัวช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ขณะที่นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ มีความเห็นว่า ควรเก็บกระสุนทางการเงินไว้ใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจมีปัญหา ซึ่งสอดคล้องกับกระแสข่าวที่หลายฝ่ายคาดการณ์กันว่า กนง.คงไม่มีมติเป็นเอกฉันท์ในการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงในการประชุมรอบนี้ สวนทางกับภาคเอกชนที่ออกมาสนับสนุนให้ กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทางหอการค้าอยากจะให้ทาง ธปท.โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก ซึ่งหากสามารถลดได้จะเป็นการเสริมกำลังให้กับผู้ประกอบการ ทำให้มีโอกาสที่จะใช้ดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำลง จากเวลานี้เศรษฐกิจยังอ่อนแอ อย่างไรก็ดีต้องเคารพในความเป็นอิสระของ กนง. ซึ่งมีข้อมูลด้านต่าง ๆ ประกอบการในการตัดสินใจลด หรือคงดอกเบี้ยอยู่แล้ว เรื่องนี้คงไม่กล้าที่จะเข้าไปก้าวก่าย แต่ในความเห็นส่วนตัว หากสามารถลดได้ก็จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการที่ในภาวะเศรษฐกิจของไทยยังไม่ได้แข็งแรงมาก
“ทางหอการค้าอยากให้ทางแบงก์ชาติ ถ้าลดดอกเบี้ยได้ ก็เป็นการเสริมกำลังให้กับผู้ประกอบการ จะได้มีโอกาสที่จะใช้ดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำลง เพราะว่าเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ และในความเป็นจริงและในปีที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.5% แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันจากเงินเฟ้อไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องกังวลมากในขณะนี้ ซึ่งการลดดอกเบี้ยเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยลดต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการและประชาชน และช่วยให้เกิดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้”
นอกเหนือจากการลดดอกเบี้ยนโยบายแล้ว สิ่งที่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีในจังหวัดต่าง ๆ ได้เรียกร้องผ่านหอการค้าไทยมาโดยตลอดเวลาลงพื้นที่ คือ ต้องการให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวว่า การปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย คงต้องดูตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศ เรื่องเงินเฟ้อ บวกกับเรื่องของมาตรการต่าง ๆ ที่นำมาสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือเรื่องของการดูแลผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่ประสบปัญหาเรื่องของต้นทุน ซึ่งดอกเบี้ยถือเป็นต้นทุนสำคัญเรื่องหนึ่งของผู้ประกอบการด้วยเช่นกัน ทุกด้านคงต้องเอามาดูความเหมาะสม และจังหวะเวลา เชื่อว่า กนง. และธนาคารแห่งประเทศไทย จะมีข้อมูลทั้งหมดและสามารถปรับเรื่องของอัตราดอกเบี้ยได้อย่างถูกต้อง และถูกจังหวะกับภาวะเศรษฐกิจ ณ ช่วงนั้น ๆ
ด้าน นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในมุมของผู้ประกอบการหากสามารถปรับลดดอกเบี้ยลงได้อีก จะส่งผลดีกับผู้ประกอบการแน่นอน เพราะการลดดอกเบี้ยเป็นการลดต้นทุน ทำให้ผู้ประกอบการกล้าขยายการลงทุนเพื่อเป็นนักรบเศรษฐกิจให้กับประเทศ แต่ถ้าต้นทุนทางการเงินไม่ได้ถูกลง ยังคงเหมือนเดิมก็คงยาก รวมถึงเวลานี้การเข้าถึงสภาพคล่องก็ยากขึ้น เงินใหม่อยากจะได้ก็ไม่มี เงินเก่าอยากจะลดต้นทุนก็ไม่ได้ ขณะเดียวกันอยากจะขายของก็ขายยาก เพราะสินค้าของประเทศในภูมิภาคนี้คล้ายกัน