ค่าแรงขั้นต่ำ หรืออัตราค่าจ้าง แรงงานทั่วประเทศได้รับการประกาศปรับขึ้นไปเป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมีเพียง 5 จังหวัดนำร่องประบขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแตะ 400 บาทต่อวัน แต่อย่างไรก็ดีการปรับขึ้นค่าจ้าง ให้แรงงานรอบนี้ ยังมีลูกจ้างแรงงานในบางสาขาที่ยังรับค่าแรงต่ำกว่าเกณฑ์ค่าแรงขั้นต่ำ สวนทางกับค่าครองชีพที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานที่น่าสนใจดังนี้
ตามที่คณะกรรมการค่าจ้างได้ออกประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 13) ลงวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567 เพื่อกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป นั้น ส่งผลให้อัตราค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยอยู่ที่ 355.58 บาทต่อวัน เพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน
เมื่อพิจารณาเป็นรายจังหวัดจังหวัดที่ได้รับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ได้แก่ ภูเก็ต ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และอัตราค่าแรงขั้นต่ำ 380 บาท ได้แก่ เฉพาะอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัด สงขลา
โดยทั้ง 7 พื้นที่นี้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ส่วนต่างเพิ่มขึ้น 30 ถึง 55 บาทต่อวัน ขณะที่พื้นที่อื่นได้ปรับเพิ่มขึ้น 7 และ 9 บาทต่อวันเมื่อเทียบกับปีก่อน
สศช. ระบุว่า เมื่อพิจารณาจำนวนผู้มีงานทำในไตรมาสที่สี่ของปี 2567 มีจำนวน 40.11 ล้านคน ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำ มีจำนวน 8.15 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 20.32%
ทั้งนี้เมื่อจำแนกตามสาขาการผลิต พบว่า ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำ โดยเฉพาะการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์ การล่าสัตว์ และกิจกรรมบริการที่เกี่ยวข้อง เป็นกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำสูงที่สุดจำนวน 4,594,280 คน (สัดส่วน 56.38% ของผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำทั้งหมด) คิดเป็น 40.16% ของผู้มีงานทำในสาขานี้ เป็นผลมาจากผู้มีงานทำในสาขานี้มีบางช่วงนอกเวลาเพาะปลูกที่ทำให้ไม่มีรายได้
ส่วนสาขาอื่น ๆ ที่มีรายได้ต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ประกอบด้วย
สำหรับแรงงานกลุ่มนี้ถือเป็นสาขาที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labor Intensive) ดังนั้น การปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในสาขาเหล่านี้ เนื่องจากมีสัดส่วนแรงงานที่ได้รับค่าจ้างต่ำกว่าเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตามหากพิจารณาตัวเลขเฉลี่ยเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านการทำงานตลอดทั้งปี 2567 พบว่า ผู้มีงานทำ มีจำนวนลดลง 0.3% ตามการลดลงของผู้มีงานทำในภาคเกษตรเป็นสำคัญ และอัตราการว่างงานเฉลี่ยอยู่ที่ 1% โดยในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2567 จำนวนผู้มีงานทำปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ขณะที่ผู้มีงานทำนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 11
ส่วนอัตราการว่างงานต่ำกว่าไตรมาสก่อนหน้า แต่สูงกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 ผู้มีงานทำมีจำนวนทั้งสิ้น 40.11 ล้านคน ลดลง 0.4% เทียบกับการลดลง 0.1% ในไตรมาสก่อนหน้า จำแนกเป็น ผู้มีงานทำชาวไทยจำนวน 36.75 ล้านคน (สัดส่วน 91.64%) ลดลง 2.3% เทียบกับการลดลง 1.8% ในไตรมาสก่อนหน้า และผู้มีงานทำชาวต่างด้าวจำนวน 3.35 ล้านคน (สัดส่วน 8.36%) เพิ่มขึ้น 28.3% เทียบกับ 22.2% ในไตรมาสก่อนหน้า
โดยผู้มีงานทำภาคเกษตร (สัดส่วน 29.65%) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ 3.6% สอดคล้องกับการลดลงของผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญบางรายการ เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น ขณะที่ผู้มีงานทำนอกภาคเกษตร (สัดส่วน 70.35%) เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 11 อยู่ที่ 1.1% ตามการเพิ่มขึ้นของผู้มีงานทำในสาขา พักแรมและบริการด้านอาหาร สาขาอุตสาหกรรม และสาขาก่อสร้าง เป็นสำคัญ
ส่วนสาขาขายส่ง และการขายปลีก การซ่อมยานยนต์และรถจักรยานยนต์ปรับตัวลดลง สำหรับอัตราการว่างงานในไตรมาสนี้อยู่ที่ 0.88% ต่ำกว่า 1.02% ในไตรมาสก่อนหน้า แต่สูงกว่า 0.81% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีผู้ว่างงานเฉลี่ยจำนวน 3.58 แสนคน ต่ำกว่าผู้ว่างงานจำนวน 4.14 แสนคน ในไตรมาสก่อนหน้า แต่สูงกว่าผู้ว่างงานจำนวน 3.29 แสนคน ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า