นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากการสมาคมได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเกษตร และ รัฐมนตรีพาณิชย์แล้ว เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 และอนุกรรมการด้านการตลาดได้แจ้งประชุมในวันที่ 20 เวลาบ่าย ซึ่งสมาคมชาวนาหวังว่าจะได้ความชัดเจนในแนวทางวิธีการช่วยเหลือชาวนา
"ที่ผ่านมา เกษตรกรได้ออกมาเรียกร้องเรื่องขอให้ชดเชย กรณีของการห้ามเผาฟางเพราะทำให้เกิดต้นทุนการจัดการนาที่สูงขึ้นไร่ละประมาณ 500 บาท และเรื่องของราคาข้าวตกต่ำ ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าทางภาครัฐให้ความสำคัญน้อย จึงทำให้ชาวนาเคว้งคว้าง และได้มีการรวมตัวของชาวนาเพื่อเดินทางไปร้องเรียนตามศาลากลางจังหวัดต่างๆ และมีบางส่วนได้ทำการปิดถนน ซึ่งเรื่องนี้สมาคมชาวนาก็ไม่เห็นด้วยและก็ไม่สบายใจในสิ่งที่เกิดขึ้น"
สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยได้ออกมายื่นข้อเสนอ และข้อแนะนำในการช่วยเหลือเกษตรกรใน 3 เรื่องหลัก ดังนี้
1.การชดเชยในการห้ามเผาฟางไร่ละ 500 บาท ตามพื้นที่เพาะปลูกจริง ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร
2.การช่วยเหลือในเรื่องราคาตกต่ำไร่ละ 500 บาท จ่ายตามพื้นที่ๆเพาะปลูกจริงตามที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร
3. เรื่องของปัจจัยการผลิตราคาแพง เช่น ปุ๋ย ยา และเรื่อง พัฒนาแหล่งน้ำ พัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีผลผลิตที่สูงกว่าปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยทำให้ต้นทุนชาวนาลดลง ตอบโจทย์ทั้งชาวนาและตลาดข้าวนาปรัง ชุดใหญ่จะเริ่มเก็บเกี่ยวปลายเดือนกุมภาฯถึงเดือนเมษายน มีพื้นที่เพาะปลูกรวมประมาณ 10 ล้านไร่ ทั้งในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน ของบริเวณลุ่มเจ้าพระยา ภาคอีสานและภาคเหนือรวมกัน
ทั้งนี้ยังมีประเด็นที่ชาวนาในส่วนของจังหวัด พระนครศรีอยุธยา ที่ออกมาร้องขอรับการ เยียวยาเพื่อให้ช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่รับน้ำ ที่ช่วงเวลาน้ำหลากจำเป็นต้องป้องกันน้ำท่วมจึงทำให้ชาวนาเสียโอกาสในการทำนาเป็นเวลาสามถึงสี่เดือน และประเด็นอื่นๆในพื้นที่ของแต่ละจังหวัด
การช่วยเหลือเป็นการจ่ายเงินตรงให้กับพี่น้องชาวนา ทำให้ชาวนาได้เงินอย่างรวดเร็ว ลดขั้นตอนการบริหารจัดการ ลดการเกิดการสูญเสีย โดยไม่ให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น และไม่เป็นการบิดเบือนราคาตลาด เนื่องจากเป็นข้าวนาปรัง การจ่ายตรงให้ชาวนาเป็นการดีที่สุด เพราะหากเทียบกับการจำนำใบประทวน ที่จะต้องมีการบริหารจัดการและมีค่าใช้จ่ายที่สูง เวลาขายรัฐก็ขาดทุนมาก และเสี่ยงต่อการทุจริต ทำให้เงินถึงมือชาวนาไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย (ในวันที่ไปกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับผู้บริหารกระทรวงถีงแนวทางหารือเบื้องต้นที่จะนำวิธีการนี้มาใช้)
เช่นเดียวกันกับจำนำยุ้งฉางของเกษตรกรเพื่อชะลอ การขาย ก็ไม่เหมาะที่จะใช้กับข้าวนาปรัง และการเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกในขณะนี้ สูงกว่าตลาดตันละ100-200บาท ก็ไม่สามารถช่วยเหลือความเดือดร้อนของชาวนาได้และภาครัฐควรมีแผนในระยะยาว เรื่องพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งในเรื่องแหล่งน้ำ เรื่องปัจจัยการผลิต และเรื่องการพัฒนาพันธุ์ข้าว รวมถึงการแก้ไขปัญหาการไม่เผาฟางในระยะยาวจึงขอให้ภาครัฐเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาชาวนาอย่างเร่งด่วน ไม่เช่นนั้นคงจะห้ามชาวนาที่จะออกมาร้องเรียนกันไม่ไหว และหากมีผู้ไม่หวังดีเข้ามาแทรกแซงจะยิ่งเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา