การเลือกตั้งทั่วไปของเยอรมนีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2025 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ พรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน (CDU) ภายใต้การนำของ ฟรีดริช แมร์ซ คว้าชัยด้วยคะแนนเสียง 28.5% นำหน้าพรรคฝ่ายขวาจัดทางเลือกเพื่อเยอรมนี (AfD) ซึ่งได้ 20.8% และพรรคสังคมประชาธิปไตย (SPD) ของนายกฯ โอลาฟ โชลซ์ ที่ได้เพียง 16.4% ผลลัพธ์นี้สะท้อนถึงความต้องการเปลี่ยนแปลงของประชาชนที่เผชิญปัญหาเศรษฐกิจซบเซาและความไม่มั่นคงทางการเมือง
หลังผลการเลือกตั้งถูกประกาศ ตลาดหุ้นเยอรมนีตอบรับเชิงบวกทันที ดัชนี DAX ขยับขึ้น 0.6% ขณะที่ MDAX ซึ่งสะท้อนสภาพธุรกิจขนาดกลาง ปรับตัวขึ้นถึง 1.3% สะท้อนความหวังว่ารัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของแมร์ซจะผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ฟรีดริช แมร์ซ ต้องเผชิญกับโจทย์หินในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เยอรมนีติดหล่มภาวะถดถอยมาสองปีติดต่อกัน GDP ในปี 2025 ถูกปรับลดคาดการณ์เติบโตเหลือเพียง 0.3% การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมชะลอตัว ขณะที่การลงทุนใหม่ยังซบเซา แมร์ซจึงต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและภาคเอกชนให้กลับมาเดินหน้าธุรกิจอีกครั้ง
ปัญหาพลังงานเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ หลังจากที่เยอรมนีลดการพึ่งพาก๊าซรัสเซีย การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดกลับไม่เป็นไปตามแผน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกดดันภาคอุตสาหกรรม แมร์ซอาจต้องเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศให้มีเสถียรภาพมากขึ้น
อีกประเด็นที่ฟรีดริช แมร์ซต้องเผชิญคือการบริหารความขัดแย้งทางการเมือง ภายใต้การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรค AfD ซึ่งมีแนวคิดขวาจัดต่อต้านผู้อพยพและสหภาพยุโรป ได้รับคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ CDU จะเป็นพรรคใหญ่ที่สุด แต่การจัดตั้งรัฐบาลผสมไม่ใช่เรื่องง่าย การเจรจากับพรรค SPD หรือพรรคกรีนอาจใช้เวลานานและเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ซับซ้อน
แมร์ซเองประกาศอย่างชัดเจนว่าตนต้องการให้ยุโรปมีความเป็นอิสระมากขึ้นจากสหรัฐฯ และลดการพึ่งพาจีน การเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์นี้จะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และเทคโนโลยี ซึ่งเยอรมนีเป็นผู้เล่นหลัก
นักเศรษฐศาสตร์บางคนมองว่าการขึ้นมาของฟรีดริช แมร์ซอาจหมายถึงแนวทางเศรษฐกิจที่เข้มงวดขึ้น เขามีจุดยืนสนับสนุนวินัยทางการคลัง และอาจไม่ใช้นโยบายการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแบบที่รัฐบาลของ SPD เคยดำเนินการ สิ่งนี้อาจช่วยให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพในระยะยาว แต่ก็อาจส่งผลให้การฟื้นตัวช้ากว่าที่ประชาชนคาดหวัง
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เยอรมนีถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีโครงสร้างพื้นฐานล้าหลังเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในยุโรป ปัญหาทางรถไฟที่ล่าช้า ถนนที่ต้องได้รับการซ่อมแซม และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ ล้วนเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
แมร์ซยังต้องเผชิญความกดดันจากภาคเอกชนที่ต้องการให้เยอรมนีเป็นมิตรกับนักลงทุนมากขึ้น การลดภาษีธุรกิจและแรงจูงใจในการลงทุนอาจเป็นหนึ่งในแนวนโยบายที่รัฐบาลใหม่ต้องพิจารณา
ขณะเดียวกัน นโยบายด้านแรงงานและผู้อพยพก็เป็นประเด็นที่ร้อนแรง เยอรมนีเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะสูง การเปิดรับแรงงานต่างชาติเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็ต้องสร้างสมดุลกับแรงกดดันทางการเมืองจากพรรคฝ่ายขวาที่ต่อต้านนโยบายนี้
ในมิติของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ แมร์ซต้องเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นสองตลาดหลักของเยอรมนี ขณะที่สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลใหม่อาจมีนโยบายกีดกันทางการค้ามากขึ้น จีนเองก็กำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว การรักษาความสามารถในการแข่งขันของเยอรมนีในเวทีโลกจึงเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่ท้าทาย
แม้เขาจะมีภาพลักษณ์เป็นนักการเมืองที่สนับสนุนเศรษฐกิจเสรีนิยม แต่การบริหารในสภาวะที่เยอรมนีมีหนี้สาธารณะสูงและต้องเร่งฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา อาจทำให้เขาต้องปรับแนวทางบางประการ
หนึ่งในมาตรการที่แมร์ซอาจผลักดันคือการสนับสนุนอุตสาหกรรมยุโรปให้แข่งขันได้มากขึ้นในเวทีโลก โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด แต่คำถามสำคัญคือจะสามารถทำได้เร็วแค่ไหน และจะได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่นมากน้อยเพียงใด
ฟรีดริช แมร์ซอาจถูกมองว่าเป็นผู้นำที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่เยอรมนีต้องการความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ แต่ความสามารถในการบริหารจัดการความแตกแยกทางการเมือง และการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างคือบทพิสูจน์ที่แท้จริงของเขา
สุดท้ายแล้ว เส้นทางของแมร์ซในฐานะนายกรัฐมนตรีเยอรมนีคนใหม่อาจเต็มไปด้วยแรงกดดัน ทั้งจากภายในประเทศและเวทีโลก แต่สิ่งที่แน่นอนคือ เยอรมนีอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งใหญ่ และทุกนโยบายที่ผู้นำคนใหม่จะตัดสินใจต่อจากนี้ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศไปอีกหลายปีข้างหน้า