ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลกที่มีความไม่แน่นอน หลังโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐได้เพียงหนึ่งเดือนเศษ ได้มีการประกาศนโยบายทางการค้าในหลายเรื่อง โดยส่วนใหญ่จะเป็นการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เช่น นำร่องด้วยการขึ้นภาษีสินค้าเหล็ก อลูมิเนียม และรถยนต์ ในอัตรา 25% และกำลังจะมีสินค้าอื่นๆ ทยอยตามมา
สำหรับสินค้าที่สหรัฐประกาศจะปรับขึ้นภาษี ณ ปัจจุบันยังอยู่ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดีคาดในอนาคตอาจจะลามถึงกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งผู้ประกอบการส่งออกสินค้าไทยในกลุ่มนี้ยังต้องลุ้นระทึก
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบันในกลุ่มสินค้าเกษตรต่อเนื่องอาหารของไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกาอยู่พอสมควร เช่น ในสินค้าอาหารกระป๋องและสำเร็จรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ข้าว ผลไม้กระป๋องและแปรรูป และผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ เป็นต้น
อย่างไรก็ดีในสินค้าเกษตรและอาหารไทยก็มีการนำเข้าจากสหรัฐในหลายกลุ่มสินค้า ส่วนใหญ่เป็นสินค้าพืชและผลิตภัณฑ์จากพืช ผลิตภัณฑ์อาหาร ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ นมและผลิตภัณฑ์นม และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ โดยภาพรวมสินค้าเกษตรและอาหารของไทยไม่ได้เกินดุลการค้ากับสหรัฐมากนัก แต่การเกินดุลการค้าส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เซมิคอนดักเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าสูง
แต่ทั้งนี้หากสหรัฐต้องการลดการขาดดุลการค้ากับไทย ไทยอาจยื่นข้อเสนอการนำเข้าสินค้าในกลุ่มวัตถุดิบทางการเกษตรหลายอย่างจากสหรัฐเพิ่มขึ้นได้ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง ข้าวสาลี เป็นต้น เพื่อลดแรงกดดันจากสหรัฐจะใช้มาตรการทางภาษีกับประเทศไทยรวมถึงในหลายกลุ่มสินค้าของไทยนับจากนี้
นายวิศิษฐ์ กล่าวอีกว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมา ไทยมีการส่งออกสินค้าอาหารมูลค่ารวม 1.63 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.3% จากปีก่อน ส่วนปี 2568 สามสถาบัน ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กลุ่ม อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) และสถาบันอาหารได้ตั้งเป้าหมายร่วมกัน โดยคาดว่าการส่งออกสินค้าอาหารของไทยจะส่งออกได้มูลค่า 1.75 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่ 6.8%
ท่ามกลางความเสี่ยงจากการเปิดศึกภาษีรอบใหม่ระหว่างชาติมหาอำนาจ แต่ไทยจะได้รับแรงหนุนจากปริมาณวัตถุดิบการเกษตรที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เช่น มันสำปะหลัง อ้อย สับปะรด มะพร้าว ขณะที่คาดค่าเงินบาทจะผันผวนในกรอบที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมอาหาร และการเปิดตลาดและช่องทางการค้าใหม่ ๆ ของผู้ประกอบการ ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่มีความท้าทาย
สำหรับในส่วนของสินค้าอาหารแห่งอนาคต (สินค้าอาหารที่ปลอดภัย มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ และใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม) ซึ่งแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลักได้แก่ อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และสารประกอบเชิงฟังก์ชัน, อาหารทางการแพทย์และอาหารเฉพาะบุคคล, โปรตีนทางเลือก, ผลิตภัณฑ์อินทรีย์และอาหารไม่ปรุงแต่ง) ในปี 2567 ที่ผ่านมามีการส่งออกมูลค่า 161,728 ล้านบาท เติบโต 11.08% เมื่อเทียบกับปีก่อน คิดเป็น 10% ของมูลค่าการส่งออกอาหารทั้งหมดของไทย ตลาดหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่สหรัฐ สัดส่วน 15.1% จีน 10.7% เวียดนาม 10.2% กัมพูชา 7.5% และเมียนมา 6.8%
ทั้งนี้คาดว่าในปี 2568 การส่งออกสินค้าอาหารอนาคตไทยจะขยายตัวได้อย่างน้อย 5% ขึ้นไป เนื่องจากเป็นอาหารที่เป็นที่ต้องการของตลาดโลกเพิ่มขึ้น และตลาดกำลังเติบโต