ทรัมป์ยืนยัน เดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้าจากแคนาดา-เม็กซิโก หลังหมดเวลาพักรบ

26 ก.พ. 2568 | 16:00 น.

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันจะเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโก หลังครบกำหนดเวลาผ่อนผัน 30 วัน สร้างแรงกดดันต่อการค้าระหว่างประเทศ และจุดชนวนความกังวลเรื่องสงครามการค้า

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ จะเดินหน้าบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าครั้งใหญ่กับสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโกทันที หลังสิ้นสุดระยะเวลาผ่อนผันหนึ่งเดือนในสัปดาห์หน้า

"มาตรการภาษีจะเดินหน้าตามกำหนดการ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง" ทรัมป์กล่าวระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาว หลังถูกถามว่าภาษีที่เลื่อนออกไปก่อนหน้านี้จะถูกนำกลับมาใช้หรือไม่

ทรัมป์ให้เหตุผลว่ามาตรการภาษีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย "ภาษีตอบโต้" (Reciprocal Tariffs) ซึ่งเขาอ้างว่าจำเป็นต้องมีเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จากการที่ถูก "เอาเปรียบ" มานาน

"อเมริกาถูกเอาเปรียบจากต่างชาติแทบทุกเรื่อง และเราจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีกต่อไป ดังนั้น มาตรการภาษีจะต้องเดินหน้าต่อ และเราจะทวงคืนสิ่งที่เป็นของเรา" ทรัมป์กล่าว

คำสั่งของทรัมป์ที่ลงนามเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ กำหนดให้มีการขึ้นภาษี 25% สำหรับสินค้าจากเม็กซิโก และ 10% สำหรับสินค้าพลังงานจากแคนาดา โดยอ้างเหตุผลเกี่ยวกับปัญหาอาชญากรรมและการลักลอบขนยาเสพติดข้ามพรมแดน

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ตัดสินใจระงับมาตรการดังกล่าวเพียงสองวันหลังจากลงนาม หลังจากที่ประธานาธิบดีเม็กซิโก คลอเดีย ไชน์บอม และนายกรัฐมนตรีแคนาดา จัสติน ทรูโด ต่างให้คำมั่นว่าพวกเขาจะเพิ่มมาตรการควบคุมชายแดน

"ช่วงพักรบ" 30 วัน กับเงื่อนไขที่ยังไม่ชัดเจน

ทรัมป์ประกาศผ่าน Truth Social เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ว่า สหรัฐฯ จะระงับการขึ้นภาษีสินค้าจากแคนาดาเป็นเวลา 30 วัน และชะลอการเก็บภาษีนำเข้าจากเม็กซิโกออกไปหนึ่งเดือน พร้อมระบุว่าฝ่ายสหรัฐฯ จะใช้ช่วงเวลานี้เจรจากับรัฐบาลเม็กซิโกและผลักดัน "ข้อตกลงเศรษฐกิจขั้นสุดท้าย" กับแคนาดา

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของข้อตกลงที่ทรัมป์ต้องการยังไม่ชัดเจน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าตั้งข้อสังเกตว่า การใช้ภาษีเป็นเครื่องมือต่อรองอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว

แม้เม็กซิโกและแคนาดาจะเป็นพันธมิตรทางการค้าสำคัญของสหรัฐฯ แต่ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศกับรัฐบาลทรัมป์ก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่สหรัฐฯ จะระงับมาตรการภาษี ทรูโดและไชน์บอมต่างก็เตรียมใช้มาตรการภาษีตอบโต้กับสินค้าสหรัฐฯ

กรณีนี้สร้างความกังวลว่าอาจนำไปสู่สงครามการค้าครั้งใหม่ที่กระทบห่วงโซ่อุปทานในอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีมูลค่าการค้าระหว่างกันสูงถึงหลายล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

 

ย้อนรอยสงครามการค้าของทรัมป์

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยใช้มาตรการภาษีเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจมาแล้วในกรณีสงครามการค้ากับจีน เขาเคยสั่งขึ้นภาษีสินค้าจีน 10% และขู่ว่าจะใช้มาตรการภาษีตอบโต้กับคู่ค้าทุกรายที่ "ไม่เป็นธรรม" ต่อสหรัฐฯ

จีนได้ตอบโต้กลับทันทีด้วยการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ นำไปสู่ความขัดแย้งทางการค้าที่กินเวลานานหลายปี และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

นักวิเคราะห์กังวลว่าความขัดแย้งทางการค้าครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโกและแคนาดาอาจเดินซ้ำรอยเดิม โดยเฉพาะหากทั้งสองประเทศเลือกใช้มาตรการตอบโต้ในลักษณะเดียวกัน

อนาคตของข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนือ

ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (USMCA) ซึ่งเป็นฉบับปรับปรุงจาก NAFTA มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสามประเทศ แต่ท่าทีของทรัมป์ที่เน้นใช้นโยบายกีดกันทางการค้าอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของข้อตกลงดังกล่าว

นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า หากสหรัฐฯ ยังคงใช้นโยบายภาษีเป็นเครื่องมือต่อรอง อาจทำให้เม็กซิโกและแคนาดาต้องหันไปสร้างความร่วมมือทางการค้ากับประเทศอื่นแทน ซึ่งอาจลดบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคลงในระยะยาว

 

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และโลก

ธุรกิจในสหรัฐฯ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบจากเม็กซิโกและแคนาดา อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นหากมาตรการภาษีถูกนำมาใช้จริง

ภาคการผลิต รถยนต์ และพลังงาน ซึ่งมีการค้าขายข้ามพรมแดนสูง อาจเผชิญความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น นักลงทุนก็เริ่มแสดงความกังวลว่ามาตรการของทรัมป์อาจทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวน

แม้ทรัมป์จะเชื่อว่าภาษีเป็นอาวุธสำคัญในการต่อรอง แต่ความเป็นจริงคือ นโยบายดังกล่าวอาจสร้างความเสียหายให้กับทั้งสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า การเจรจาที่มีประสิทธิภาพอาจเป็นทางออกที่ดีกว่าการเปิดฉากสงครามการค้า

อนาคตของมาตรการภาษีนี้ยังไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับท่าทีของเม็กซิโกและแคนาดา รวมถึงผลลัพธ์ของการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่ แต่สิ่งที่แน่ชัดคือ การเผชิญหน้าครั้งนี้จะเป็นอีกบททดสอบสำคัญสำหรับเศรษฐกิจโลก