ปัญหา ราคาข้าวเปลือกตกตํ่า ในเวลานี้ ส่งผลให้ชาวนาในหลายจังหวัดออกมาเคลื่อนไหวให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือต่อเนื่อง ขณะที่เวลานี้ชาวนาต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ปุ๋ยเคมี สารกำจัดแมลงศัตรูพืช นํ้ามันราคาแพง และปีนี้ยังมีปัญหาซํ้าเติมคือ แมลงบั่วระบาด ทำให้ผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร รวมถึงนโยบายที่รัฐบาลออกกฎห้ามเผาตอซัง และฟางข้าว ที่ทำให้ค่าฝุ่น PM 2.5 สูงขึ้น เป็นที่มาของการเรียกร้องรัฐบาลให้มีโครงการประกันรายได้ข้าว การช่วยเหลือห้ามเผาไร่ละ 500 บาทตามพื้นที่จ่ายจริง และจ่ายเยียวยาให้กับพื้นที่นารับนํ้าช่วงฤดูนํ้าหลากไร่ละ 500 บาท จากทำให้ชาวนาเสียโอกาสในการทำนาเป็นเวลา 3-4 เดือน
รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า "ข้าว" เป็นพืชการเมืองที่หลายรัฐบาลใช้นโยบายประชานิยม ในการแก้ไขปัญหามาโดยตลอด หากย้อนไปตั้งแต่ปี 2555 ถึงปัจจุบันเป็นเวลา 13 ปี รัฐบาลมีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ประกันรายได้ข้าว รวมถึงมีการจ่ายเงินตรงให้กับชาวนา ใช้เงินอุดหนุนไปแล้วกว่า 1.3 ล้านล้านบาท แต่ไม่ได้สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรเพิ่มขึ้น
“ทางที่ดีและเหมาะสมควรใช้กลไกตลาด โดยอุดหนุนสินเชื่อดอกเบี้ยตํ่าให้กับโรงสี และสร้างตลาดนัดซื้อขายข้าวเปลือก โดยให้กลุ่มสหกรณ์ต่าง ๆ มารับซื้อเพื่อดึงราคาข้าวให้ขยับ ขณะที่ข้าวนาปรังที่ราคาตกในเวลานี้เป็นข้าวพื้นแข็ง ส่วนข้าวหอมปทุมธานีและข้าวพื้นนุ่มราคายังทรงตัว ที่ผ่านมาการส่งออกข้าวไทยไปแข่งขันกับข้าวอินเดียเราเสียเปรียบเรื่องราคา เพราะต้นทุนสูง ผลผลิตต่อไร่ตํ่า ทั้งนี้ในรอบข้าวนาปรังที่ผลผลิตกำลังทยอยออกมา รัฐบาลไม่ควรไปแทรกแซงโดยจ่ายเงินให้เปล่าโดยตรง การจำนำยุ้งฉาง ก็ใช้ไม่ได้อยู่แล้ว เพราะใช้สำหรับข้าวนาปีเท่านั้น ส่วนประกันรายได้ก็มองว่าก่อนหน้านี้รัฐก็จ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาไปแล้ว ถ้าจะใช้อีกจะซํ้าซ้อนอุดหนุนกันไม่จบสิ้น”
ขณะที่ รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า เสนอให้รัฐบาลนำมาตรการประกันรายได้ข้าวกลับมาใช้จะเหมาะสมที่สุด และเป็นมาตรการที่เคยใช้ได้ผลมาแล้ว หากราคาข้าวในตลาดตํ่ากว่าราคาเป้าหมาย รัฐจะจ่ายส่วนต่างให้ชาวนา และที่สำคัญพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยเป็นเจ้าของนโยบายนี้ก็อยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลไม่น่ามีปัญหา
นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ ที่ปรึกษาสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวถึง ประเด็นร้อนราคาข้าวตกตํ่า และมีการรวมตัวของชาวนาที่เดินทางไปร้องเรียนตามศาลากลางจังหวัดต่าง ๆ และบางส่วนได้ทำการปิดถนนเพื่อเรียกร้อง เนื่องจากเวลานี้ราคาข้าวเปลือกเจ้าที่เกษตรกรขายได้ อยู่ที่ระดับ 7,000-8,000 บาท ขณะที่มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 6,000 กว่าบาทต่อไร่ ส่วนมาตรการห้ามเผาตอซัง และฟางข้าวยิ่งทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นในการทำนารอบใหม่ เติมทุกข์ชาวนา
สำหรับจำนวนรถเกี่ยวฟางเพื่อนำไปอัดเป็นฟ่อนยังมีจำนวนไม่เพียงพอ รัฐบาลควรสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยตํ่า หรือฟรีดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการรับจ้างอัดฟางเพื่อนำไปซื้อเครื่องจักร หรือนำไปสร้างโกดังเก็บฟางเพิ่ม เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาฟางตกตํ่า หรือล้นตลาดจนขายไม่ได้ จากที่เวลานี้ฟางข้าวสามารถนำไปขายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ หรือขายให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวลได้ อีกด้านหนึ่งภาครัฐควรส่งเสริมการใช้ฟางข้าว เพื่อทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น
ด้านแหล่งข่าวจากคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) เผยว่า ได้มีการอนุมัติเงินเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร กรอบวงเงิน 2,100 ล้านบาท ซึ่งข้าวเปลือกเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่จะมีการช่วยเหลือ หากเกษตรกรขายได้ราคาตํ่ากว่าราคาเป้าหมายชี้นำ ก็พร้อมจะสนองนโยบายรัฐบาลในการแทรกแซงราคาทันที
หน้า 9 ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,073 วันที่ 23 - 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568