คุณผู้อ่านเคยสังเกตไหมว่าเวลาที่เราฟังเพลงกัน เราฟังเอาอะไร ฟังเอาทำนอง ฟังเอาเนื้อเพลง หรือ ฟังเอาความหมายที่แฝงอยู่ในเนื้อเพลง เราจำเพลงเพลงหนึ่งได้เพราะอะไร เพราะเราจำทำนองได้ แต่ว่าอาจจะจำเนื้อเพลงไม่ได้ หรือว่าจำได้ทั้งทำนองและเนื้อเพลง เพลงอาจไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของทำนอง หรือ เนื้อหาเท่านั้น แต่บางเพลงยังมีเนื้อเพลงที่มีแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์แอบแฝงอยู่ด้วย
ถึงแม้ว่าเศรษฐศาสตร์มักจะถูกมองว่า เป็นศาสตร์ของตัวเลข กราฟ และเงิน ๆ ทอง ๆ ที่เข้าใจยาก แต่ที่จริงแล้ว แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์อยู่รอบตัวเราเสมอ ไม่เว้นแม้แต่ในบทเพลงไทยสากลที่เราคุ้นเคยกัน
ในบทความนี้ ผู้เขียนจะชวนคุณผู้อ่านย้อนกลับไปฟังเพลงฮิตในยุค 90 สองเพลงที่สะท้อนแนวคิดเศรษฐศาสตร์ได้อย่างลึกซึ้ง
เพลง ได้อย่างเสียอย่าง
•ศิลปิน: อัสนี โชติกุล – วสันต์ โชติกุล
•อัลบั้ม: ฟักทอง (2532)
•คำร้อง: นิติพงษ์ ห่อนาค
•ทำนอง: อัสนี โชติกุล
•เรียบเรียง: อัสนี โชติกุล
เพลง “ได้อย่างเสียอย่าง” ของอัสนี-วสันต์ โชติกุล ไม่ได้เป็นเพียงแค่เพลงร็อคสไตล์จิ๊กโก๋อกหัก ที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ของคนสองคนที่เริ่มสั่นคลอนเท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมโยงกับแนวคิดภาวะได้อย่างเสียอย่าง (Trade-off) และ ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ได้อีกด้วย
1. ภาวะได้อย่างเสียอย่าง (Trade-off)
“ได้อย่าง ก็ต้องเสียอย่าง เลือกเดินบนทางสักทางได้ไหม”
ท่อนฮุคของเพลงอธิบายความหมายของภาวะได้อย่างเสียอย่างไว้แล้ว เมื่อใดก็ตามที่มีการตัดสินใจ ทุกคนต้องเผชิญกับภาวะได้อย่างเสียอย่างเสมอ นั่นคือ การได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมา จำเป็นต้องแลกเปลี่ยน หรือ สละบางอย่างไป ซึ่งในเพลงนี้ ตัวละคร “เธอ” จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “คนรักเก่า” และ “คนรักใหม่” ซึ่งปัญหาก็คือ เธอเลือกไม่ได้ และกำลังชั่งใจว่าควรจะเลือกใครระหว่างคนเก่า หรือ คนใหม่
เช่นเดียวกับในทางเศรษฐศาสตร์ เมื่อบุคคลต้องเลือกทางเลือกหนึ่ง พวกเขาย่อมต้องเสียอีกทางเลือกไป ตัวอย่างของ Trade-off ในชีวิตจริง เช่น ผู้บริโภคมีรายได้ที่จำกัด ถ้าตัดสินใจเลือกซื้อโทรศัพท์ใหม่แล้ว ก็จะไม่มีรายได้ไว้สำหรับเดินทางท่องเที่ยว แต่ไม่สามารถทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้
หรือถ้ารัฐบาลมีงบประมาณจำกัด ก็ต้องเลือกมุ่งเน้นลงทุนไปที่นโยบายใดนโยบายหนึ่ง จะเน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ หรือ เพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา ซึ่งต้องมีอย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้รับการจัดลำดับความสำคัญสูงกว่า สำหรับในเพลงนี้ ตัวละครต้องเลือกระหว่างคนเก่าและคนใหม่ ซึ่งไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้พร้อมกัน
2. ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) และความลังเล
“ก็ใจของเธอ แบ่งเป็นสองทาง แบ่งเป็นสองอย่าง เกิดลังเลหัวใจ
ก็มันเห็นอยู่ ว่าเธอมีใจ ให้กับเขาคนใหม่ เท่ากับฉันคนเก่า”
ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) หมายถึง สิ่งที่ต้องเสียไปเมื่อเลือกบางสิ่งบางอย่างแทน ในเพลงนี้ “เธอ” กำลังลังเลว่าจะเลือกใคร ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการตัดสินใจภายใต้ต้นทุนค่าเสียโอกาส ถ้าเลือกคนเก่า ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการเลือกคนเก่า ก็คือ จะเสียโอกาสไปกับคนใหม่ แต่ถ้าเลือกคนใหม่ ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการเลือกคนใหม่ ก็คือ จะเสียความสัมพันธ์กับคนเก่า
ซึ่งตัวอย่างของค่าเสียโอกาสในชีวิตจริง ถ้านักศึกษาตัดสินใจเลือกเรียนปริญญาโทเต็มเวลา ก็เสียโอกาสทำงานประจำ และรายได้ที่เกิดจากการทำงานประจำ หรือ ถ้าผู้ประกอบการตัดสินใจขยายสาขาร้านอาหาร ก็อาจต้องเสียโอกาสนำเงินไปลงทุนด้านอื่น ซึ่งเพลงนี้สะท้อนว่า เมื่อมีทางเลือกให้เลือก เมื่อเลือกแล้ว จะมีต้นทุนค่าเสียโอกาสเสมอ และการลังเลจะทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงขึ้นไปอีก เพราะในบางกรณี “การไม่ตัดสินใจ” อาจเป็นการตัดสินใจที่แย่ที่สุด
3. ปัญหาการเลือกที่ดีที่สุด (Optimal Choice)
“เก่าก็แสนดี ใหม่ก็เข้าที แต่จะให้ดี ต้องเลือกไป”
“เลือกมา ว่าจะรักใคร ก็อยากให้เธอปักใจเสียที”
แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า บุคคลมีเป้าหมายในการเลือกเพื่อให้ได้อรรถประโยชน์ที่สูงที่สุด (Utility Maximization) ดังนั้น “เธอ” ในเพลงต้องพิจารณาว่าทางเลือกใดให้ความพึงพอใจสูงที่สุด และต้นทุนต่ำที่สุด เธอเห็นว่าคนเก่าก็ดีและคนใหม่ก็น่าสนใจ เลยทำให้ตัดสินใจยากขึ้น
ในการเชื่อมโยงกับปัญหาทางเศรษฐศาสตร์ คือ เรื่องการลงทุนทางการเงิน นักลงทุนต้องเลือกสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด โดยมีความเสี่ยงต่ำสุด หรือในการเลือกประกอบอาชีพ ก็ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างอาชีพที่เงินเดือนสูง แต่อาจไม่มีความสุขมากนัก กับงานที่มีความสุขแต่ว่าเงินเดือนอาจจะไม่สูงมากนัก
4. ผลกระทบของการไม่ตัดสินใจ หรือ การตัดสินใจช้า : ต้นทุนค่าเสียโอกาสที่เพิ่มขึ้น
“หากว่าเขาดี ก็ไม่ว่าไร ก็จะเข้าใจ และจะไปเสียที
ปล่อยเอาไว้นาน อาจจะไม่ดี บอกกันเสียที จะเลือกใคร”
หากบุคคลไม่รีบตัดสินใจแล้ว ต้นทุนค่าเสียโอกาสจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะถ้าหากเธอไม่เลือกสักทาง คนเก่าก็จะหมดความอดทน และอาจจากไปเอง และ หากเลือกช้าเกินไปก็อาจเสียคนใหม่ไปด้วยเช่นกัน
ตัวอย่างของการเลือกช้าเกินไปในทางเศรษฐศาสตร์ เช่น บริษัทที่ไม่ยอมปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือว่าปรับตัวช้า ก็อาจเสียโอกาสทางธุรกิจได้ หรือ รัฐบาลที่ตัดสินใจช้าต่อการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ อาจทำให้ประเทศเสียโอกาสในการฟื้นตัวเร็ว
เพลง เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม
•ศิลปิน: บิลลี่ โอแกน
•อัลบั้ม: เข้ม (2532)
•คำร้อง: นิติพงษ์ ห่อนาค
•ทำนอง: ชาตรี คงสุวรรณ
•เรียบเรียง: ชาตรี คงสุวรรณ
เพลง “เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม” ของบิลลี่ โอแกน เป็นเพลงรักที่สะท้อนถึงความรักที่มั่นคง โดยยึดมั่นในความรักเหนือสิ่งอื่นใด สะท้อนแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์อยู่หลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องของอรรถประโยชน์เชิงอัตวิสัย (Subjective Utility) มูลค่าที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล (Individual Valuation of Goods) และแนวคิดเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยน (Exchange) ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้
1. อรรถประโยชน์เชิงอัตวิสัย (Subjective Utility)
“ใครจะมีสตางค์ก็มีไป ใครจะไปเหยียบดาวก็ตามใจ ใครจะคอยแข่งกันไปไหน ปล่อยตามใจเขา”
ท่อนแรกของเพลงแสดงถึงมุมมองของผู้ร้อง ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเงินทอง หรือ การประสบความสำเร็จ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแข่งขัน และการเปรียบเทียบกับผู้อื่น ซึ่งแตกต่างจากคนอื่นที่อาจมองว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต
ในทางเศรษฐศาสตร์ อรรถประโยชน์ (Utility) เป็นเรื่องของมุมมองส่วนบุคคล (Subjective Utility) บุคคลแต่ละคนให้คุณค่ากับสิ่งต่าง ๆ แตกต่างกันไป บางคนเห็นว่าเงินเป็นสิ่งสำคัญ บางคนมองว่า ความรักมีค่ามากกว่าเงิน บางคนให้ค่ากับชื่อเสียงและสถานะทางสังคม บางคนให้ค่ากับการแข่งขันและการเปรียบเทียบกับผู้อื่น
ตัวอย่างทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ถ้าเรามีเงินจำนวนมาก เราอาจเลือกใช้มันซื้อสินค้าแพง ๆ หรือเลือกใช้เดินทางท่องเที่ยว แต่สำหรับบางคน การมีความสัมพันธ์ที่ดีอาจให้อรรถประโยชน์สูงกว่าเงินทอง
ดังนั้น มูลค่าของทรัพย์สิน หรือ เงินทองขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน และในกรณีของเพลงนี้ “เธอ” คือสิ่งที่ให้อรรถประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้ร้อง มากกว่าเงินทอง หรือสิ่งอื่นใด
2. การแลกเปลี่ยน (Exchange)
“ขอแต่มีแต่เธอแต่เธอก็พอใจ เงินและทองอะไรก็ไม่เอา มีแต่เธอก็ลืมความเหงา นั่นก็พอแล้ว”
“สิ่งใดดูเหมือนมีค่า ค้นไขว่และคว้ากันไป ไม่ขอยึดยื้อให้เหนื่อยใจ ฉันขอเธอคนเดียว”
เนื้อเพลงท่อนนี้ สะท้อนถึงแนวคิดเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนในเศรษฐศาสตร์ การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นเพราะแต่ละฝ่ายให้คุณค่ากับสิ่งที่แตกต่างกัน คนเราต้องเผชิญกับการเลือกอยู่ตลอดเวลา เพราะทรัพยากรมีจำกัด ในชีวิตจริง เราต้องเลือกระหว่างทางเลือกที่มี เช่น ถ้าเลือกทำงานหนักเพื่อหารายได้เพิ่ม เราอาจเสียเวลาให้ครอบครัว หรือถ้าเลือกเก็บเงิน เราอาจต้องลดค่าใช้จ่ายสำหรับสิ่งที่ไม่จำเป็น
สำหรับผู้ร้องในเพลงนี้ การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นระหว่างเงินทองกับความรัก ซึ่งเขาเลือกความรัก และพร้อมที่จะสละเงินทอง ซึ่งต่างจากคนอื่น ๆ ที่พยายามดิ้นรนสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเอง หรือการ trade-off ระหว่างเธอกับความเหงา ก็คือถ้ามีเธอ ก็จะไม่มีความเหงา แต่ถ้ามีเงินทอง ก็อาจจะมีความเหงาตามมาด้วย
3. การประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Valuation of Goods)
“โลกกลม ๆ จะเป็นของใครไม่เคยจะข้องเกี่ยว มีแต่เธอผู้เดียวก็สุขใจ”
เนื้อเพลงท่อนนี้สะท้อนถึงแนวคิดความแตกต่างของมูลค่า
ในมุมมองของแต่ละบุคคล ในเศรษฐศาสตร์ มูลค่าของสิ่งของขึ้นอยู่กับบริบทและมุมมองของแต่ละคน สำหรับบางคน ความสำเร็จทางธุรกิจ การชนะการแข่งขัน หรือการมีอำนาจอาจเป็นสิ่งที่ให้มูลค่ามากที่สุด
แต่สำหรับผู้ร้อง “ความรัก” มีค่ามากกว่าอำนาจและทรัพย์สิน แนวคิดนี้สามารถเชื่อมโยงกับหลัก “Paradox of Value” (ความขัดแย้งของมูลค่า) เช่น น้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่ราคาต่ำ เพชรเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น แต่มีราคาสูง เหตุผลคือ “มูลค่า” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประโยชน์ในภาพรวม แต่มาจากอรรถประโยชน์ของสิ่งนั้นในบริบทของแต่ละบุคคล สำหรับผู้ร้อง “ความรัก” มีค่ามากกว่าเงินทอง เพราะมันให้ความสุขมากกว่าสิ่งอื่น ๆ
4. กฎว่าด้วยอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มที่ลดลง (Law of Diminishing Marginal Utility)
“เธอที่ใจจริงแท้ และมีความหมาย เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม"
กฎว่าด้วยอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มที่ลดลง หมายถึง เมื่อเราบริโภคบางสิ่งมากขึ้น ความพึงพอใจที่ได้รับจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง เช่น การรับประทานก๋วยเตี๋ยวชามแรกจะให้ความสุขสูงสุด แต่เมื่อรับประทานชามที่สอง ความสุขจะเพิ่มขึ้น แต่จะเพิ่มไม่มากเหมือนตอนที่รับประทานอาหารชามแรก
หรือได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้น 20,000 บาท ขึ้นเป็น 50,000 บาท อาจทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นมาก แต่ถ้าเพิ่มขึ้นจาก 200,000 บาท เป็น 230,000 บาท อาจไม่ได้ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงมากนัก ถึงแม้ว่าได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้น 30,000 บาททั้งสองกรณี
ในมุมของเพลง “เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม” นั้น ผู้ร้องอาจมีเงิน หรือ ของมีค่ามากมายอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ทำให้เขามีความสุขเพิ่มขึ้นอีก แต่ “เธอ” เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตเขามีความหมายมากที่สุด นี่เป็นตัวอย่างที่อธิบายว่า เงินทองที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้ทำให้ความสุขเพิ่มขึ้นเสมอไป
ในตอนถัดไป ผู้เขียนจะพาไปสำรวจเพลงไทยอื่น ๆ ที่มีแง่มุมทางเศรษฐศาสตร์ซ่อนอยู่ เช่น เพลงที่เกี่ยวกับตลาดแรงงานและค่าครองชีพ เพลงที่สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภค และเพลงที่พูดถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ติดตามอ่านได้ในตอนต่อไป
แล้วเราจะค้นพบว่า บทเพลงที่เราเคยฟัง คุ้นหูกันมาตลอดอาจแฝงแนวคิดเศรษฐศาสตร์ไว้มากกว่าที่คิด