การเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจโลกอย่าง "สหรัฐอเมริกา" และ "จีน" ยังคงดำเนินต่อไปในทุกยุคสมัย และในทุกมิติ
ไม่เว้นกระทั่งประเด็น “สิทธิมนุษยชนของชาวอุยกูร์” เชื่อหรือไม่ว่า เคยเป็นจุดเริ่มต้นของประเด็นความขัดแย้งที่ลุกลามบานปลายกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจของสองประเทศ
ฐานเศรษฐกิจ พาย้อนรอยไปให้เห็นภาพความขัดแย้งของ 2 มหาอำนาจจากประเด็นอุยกูร์ จากการออกกฎหมาย Uyghur Human Rights Policy Act of 2020 (UHRPA) หรือ กฎหมายว่าด้วยนโยบายสิทธิมนุษยชนอุยกูร์ ของรัฐบาลสหรัฐฯ
ที่ออกมาเป็นกลไกสำคัญในการกดดันรัฐบาลจีนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเขตปกครองตนเองซินเจียง สร้างแรงกระเพื่อมไปถึงภาคเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ และความสัมพันธ์ทางการทูต
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2020 สภาคองเกรสของสหรัฐฯ ผ่านกฎหมาย Uyghur Human Rights Policy Act (UHRPA) ในสมัยของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ซึ่งมีเป้าหมายชัดเจนในการดำเนินมาตรการทางกฎหมายและเศรษฐกิจต่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชนกลุ่มน้อยมุสลิมอุยกูร์ในซินเจียง
สาระสำคัญของกฎหมาย UHRPA ได้แก่
แม้กฎหมาย UHRPA จะมีผลตั้งแต่ปี 2020 แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเพิ่มมาตรการกดดันจีนอย่างต่อเนื่อง ผ่านกฎหมายและข้อบังคับใหม่ เช่น Uyghur Forced Labor Prevention Act (UFLPA) หรือ กฎหมายป้องกันการใช้แรงงานบังคับอุยกูร์ ในปี 2021 ด้วยการห้ามนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับจากซินเจียง
รวมทั้งการออกคำสั่งคว่ำบาตรใหม่ในปี 2023-2024 ที่พุ่งเป้าไปที่บริษัทจีนที่มีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและควบคุมชาวอุยกูร์
หลังจากนั้น จีนได้ออกมาตอบโต้ทันที โดย ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยืนยันว่ามาตรการที่ดำเนินการในซินเจียงเป็นส่วนหนึ่งของ "โครงการต่อต้านการก่อการร้าย" และ "ศูนย์ฝึกอาชีพ" ที่ช่วยเสริมสร้างทักษะให้กับชาวอุยกูร์
ในทางกลับกัน รัฐบาลจีนมองว่า กฎหมาย UHRPA เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของจีน และเป็นส่วนหนึ่งของสงครามการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างจีนกับสหรัฐฯ
นอกจากนี้ จีนได้ออกมาตรการคว่ำบาตรตอบโต้ ต่อเจ้าหน้าที่และนักการเมืองอเมริกันที่สนับสนุนกฎหมายนี้ เช่น มาร์โค รูบิโอ (Marco Rubio) และ เท็ด ครูซ (Ted Cruz) วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ที่เป็นแกนนำผลักดันกฎหมาย ลามไปถึงองค์กรและบริษัทอเมริกันที่มีบทบาทในการสนับสนุนมาตรการคว่ำบาตรจีน
มาตรการของสหรัฐฯ ภายใต้กฎหมาย UHRPA ไมได้ส่งผลกระทบเพียงแค่จีนเท่านั้น ยังสะเทือนไปถึงภาคธุรกิจทั่วโลก โดยเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมหลัก เช่น
ผลลัพธ์ที่ตามมา คือการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain Disruption) ซึ่งบีบบังคับให้บริษัทข้ามชาติต้อง ย้ายฐานการผลิตออกจากซินเจียง และปรับกลยุทธ์ด้านความโปร่งใส
เมื่อเผชิญกับแรงกดดันจากตะวันตก รัฐบาลจีนปรับนโยบายเศรษฐกิจใหม่ โดยเน้น "ยุทธศาสตร์วงจรคู่" (Dual Circulation Policy) ซึ่งหมายถึง 1.ลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ และพัฒนาเศรษฐกิจภายในให้เข้มแข็งขึ้น 2.ส่งเสริมการค้าและการลงทุนกับประเทศพันธมิตรใหม่ เช่น รัสเซีย ตุรกี และประเทศในตะวันออกกลาง
และจีนยังใช้มาตรการกดดันกลับ เช่น จำกัดการส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และพลังงานสะอาด หันไปเพิ่มความร่วมมือกับกลุ่ม BRICS และประเทศโลกที่สาม เพื่อลดการพึ่งพาเศรษฐกิจตะวันตก
สรุปแล้ว กฎหมาย Uyghur Human Rights Policy Act กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือกดดันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ของสหรัฐฯ ในการโจมตีจีนเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชน ขณะที่จีนพยายามปกป้องอธิปไตยของตนและตอบโต้ด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจ
ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเด็นสิทธิมนุษยชน แต่ยังขยายไปสู่ การแข่งขันเชิงอุตสาหกรรม ความมั่นคงด้านซัพพลายเชนโลก และการปรับตัวของเศรษฐกิจจีนและแนวโน้มการเปลี่ยนขั้วอำนาจ
คำถามสำคัญที่ต้องติดตามคือ หลังจากทางการไทยส่งชาวอุยกูร์ 40 คน ให้กับรัฐบาลจีน เมื่อ 27 ก.พ. 68 ท่ามกลางบริบทรอยร้าวสิทธิมนุษยชน ที่ 2 มหาอำนาจพร้อมจะถูกหยิบฉวยเกมแห่งอำนาจพลิกขึ้นมาเป็นมาตรการกดดันในทุกมิติ จะเป็นอย่างไรต่อไป