เจแอลแอล (NYSE: JLL) ประเทศไทย บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก คาดการณ์ว่า 4 ปัจจัยหลักที่จะกำหนดทิศทางตลาด ได้แก่ บทบาทของไทยในกลยุทธ์ China+1 การเพิ่มขึ้นของการทำงานในสำนักงาน การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อเพิ่มมูลค่า และการเติบโตของภาคโรงแรม ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังผลักดันให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเข้าสู่ยุคใหม่แห่งการลงทุนและพัฒนา
ประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะจากไต้หวันและจีน ซึ่งส่งผลดีต่อภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม
นายร็อดดี อัลลัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการงานวิจัยภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกของเจแอลแอล ระบุว่า การเติบโตของ AI และความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นตลาดสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
สิทธิประโยชน์ในด้านการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ยังช่วยดึงดูดผู้ผลิตต่างชาติรายใหญ่ที่ต้องการลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสร้างฐานการผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากนี้ ดาต้าเซ็นเตอร์ยังขยายตัวอย่างรวดเร็วจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล แนวโน้มเหล่านี้กำลังกำหนดทิศทางให้กับภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมของไทย
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการกลับมาทำงานที่สำนักงานกำลังเติบโต ส่งผลให้ความต้องการพื้นที่สำนักงานคุณภาพสูงในย่านศูนย์กลางธุรกิจเพิ่มขึ้น
นายไมเคิล แกลนซี่ กรรมการผู้จัดการ เจแอลแอล ประจำประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม กล่าวว่าหลายองค์กรเพิ่มจำนวนวันที่พนักงานต้องทำงานในสำนักงานเป็น 3-4 วันต่อสัปดาห์ ทำให้เกิดความต้องการพื้นที่สำนักงานระดับพรีเมียม โดยเฉพาะในโครงการมิกซ์ยูสที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
นอกจากนี้ หลายบริษัทที่เคยลดขนาดสำนักงานเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งบริษัทต้องการพื้นที่มากขึ้นเพื่อรองรับพนักงานที่กลับเข้ามาทำงานในสำนักงาน ส่งผลให้เกิดการขยายตัวในตลาด โดยคุณภาพของสำนักงานกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกงาน ทำให้เจ้าของอาคารและผู้เช่าที่ลงทุนในการปรับปรุงพื้นที่จะได้เปรียบในการรองรับเทรนด์สำคัญที่กำลังเกิดขึ้นนี้
ด้านภาคธุรกิจโรงแรมของไทยกำลังปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ การรีแบรนด์ และกลยุทธ์การบริหารที่ยืดหยุ่นเพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลง
นายรัฐวัฒน์ คูวิจิตรสุวรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายบริการที่ปรึกษาและบริหารสินทรัพย์ เจแอลแอล ระบุว่าความต้องการซื้อขายโรงแรมในปี 2568 มีแนวโน้มแตะระดับ 13,000 ล้านบาท สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีของประเทศ โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดโรงแรมของไทย
ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับนักลงทุนและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง การขยายตัวของตลาดสำนักงาน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อภาคธุรกิจโรงแรม