ตลาดที่อยู่อาศัยไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว หลังจากซบเซามาหลายไตรมาส โดยในไตรมาส 4 ปี 2567 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 97,413 หน่วย เพิ่มขึ้น 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการเติบโตครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส
ถึงแม้ว่ามูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์จะอยู่ที่ 275,563 ล้านบาท ลดลง 1.5% แต่เป็นอัตราที่ติดลบน้อยลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ ที่ปรับลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท จากเดิมที่จำกัดไว้เพียง 3 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดการเร่งโอนกรรมสิทธิ์ก่อนสิ้นสุดมาตรการในช่วงปลายปี
นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) เปิดเผยว่า ตลาดที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดในไตรมาส 4 ปี 2567 มีการโอนกรรมสิทธิ์ 33,361 หน่วย เพิ่มขึ้น 13.9% คิดเป็นมูลค่า 84,481 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนการโอนกรรมสิทธิ์แนวราบแม้จะลดลง 10.6% โดยมีจำนวน 231,360 หน่วย แต่มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนยังช่วยพยุงตลาดไว้ได้บางส่วน ทำให้ภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั้งปี 2567 อยู่ที่ 347,799 หน่วย ลดลง 5.2% เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยเป็นอาคารชุด 116,439 หน่วย เพิ่มขึ้น 7.7% สะท้อนว่ามาตรการรัฐกระตุ้นตลาดคอนโดฯ ได้ผลดี แต่ที่อยู่อาศัยแนวราบยังเผชิญกับภาวะชะลอตัว
ด้านมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในปี 2567 อยู่ที่ 980,648 ล้านบาท ลดลง 6.3% โดยเฉพาะกลุ่มอาคารชุดที่มีราคามากกว่า 7 ล้านบาท มีมูลค่าการโอนลดลง 2.5% ส่วนกลุ่มที่อยู่อาศัยแนวราบมีมูลค่าการโอน 683,588 ล้านบาท ลดลง 7.9% ขณะที่ยอดปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปี 2567 อยู่ที่ 587,344 ล้านบาท ลดลง 13.4% เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีมูลค่า 678,347 ล้านบาท
สำหรับแนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2568 คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศคาดว่าจะอยู่ที่ 353,389 หน่วย เพิ่มขึ้น 1.6% โดยเป็นการโอนอาคารชุดประมาณ 116,618 หน่วย เพิ่มขึ้น 0.2% และการโอนที่อยู่อาศัยแนวราบประมาณ 236,770 หน่วย เพิ่มขึ้น 2.3%
ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทุกประเภทคาดว่าจะอยู่ที่ 994,545 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% โดยแบ่งเป็นอาคารชุดมูลค่า 298,363 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% และที่อยู่อาศัยแนวราบมูลค่า 696,181 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8%
ปัจจัยบวกที่หนุนตลาดในปี 2568 มาจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งประมาณการ GDP โต 2.2-3.2% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงครึ่งปีแรก และเม็ดเงินจากโครงการเมกะโปรเจกต์ที่คาดว่าจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจราว 260,000 ล้านบาท
รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2568 จะมีการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วประเทศมูลค่า 593,634 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% จากปี 2567
ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ก็อาจจะยังคงเผชิญกับปัจจัยลบบางประการ ได้แก่ ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และการพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งอาจกระทบกำลังซื้อบางกลุ่ม
โดยภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ โดยเฉพาะในกลุ่มอาคารชุดที่มีราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาทที่ได้รับอานิสงส์อย่างชัดเจน ส่วนกลุ่มที่อยู่อาศัยแนวราบแม้จะยังเผชิญกับภาวะชะลอตัว แต่แนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและอัตราดอกเบี้ยที่เอื้อต่อการกู้ซื้อบ้าน อาจช่วยให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2568 สามารถฟื้นตัวต่อเนื่องจากช่วงปลายปีที่ผ่านมา