ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทยังคงวางกลยุทธ์สู่การต่อยอดการเติบโตใน 3 ธุรกิจสู่การสร้าง New S-curve อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างอัตราผลตอบแทนอย่างมั่นคงและยั่งยืน
โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจบริการด้านการเงิน Alpha X ที่จะมุ่งเน้นการเติบโตการให้สินเชื่อ Wealth Lending ในอัตราที่เพิ่มขึ้น พร้อมปรับปรุงกระบวนการและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และควบคุมผลขาดทุนด้านเครดิตโดยการนำเสนอการแก้ปัญหาในการชำระหนี้ที่ยั่งยืนให้กับลูกค้า
ขณะที่ด้านธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า XPENG และ ZEEKR บริษัทฯ มีแนวโน้มส่งมอบรถอย่างต่อเนื่อง ตามเทรนด์รถ EV ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน โดยบริษัทเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในงาน บางกอกอินเตอร์แนชั่นนัล มอเตอร์โชว์ ที่เมืองทองธานี และเริ่มส่งมอบ XPENG X9 รถตู้ไฟฟ้าทรงสปอร์ตอัจฉริยะ พวงมาลัยขวาล็อตแรกของโลก อีกกว่า 500 คัน ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมนี้ เป็นต้นไป
ส่วนธุรกิจบริการประกันภัยของ Howden Maxi บริษัทก็ยังคงขยายการให้บริการที่หลากหลาย และเข้าไปเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ มากขึ้น ควบคู่กับการให้ความสำคัญในการหาพันธมิตรทางธุรกิจสู่การขยายโอกาสทางธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
สำหรับผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4/2567 (ตุลาคม-ธันวาคม 2567) บริษัทมีรายได้รวม 5,977 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2567 และมีกำไรสุทธิ 95.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 888.40% จากไตรมาสก่อน ส่งผลให้มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) แตะ 468 ล้านบาท เติบโต 23% จากไตรมาก่อน
หลักๆ เป็นผลจากการเติบโตของรายได้จากกลุ่มธุรกิจจำหน่ายยานยนต์ที่เพิ่มขึ้น จากการส่งมอบรถยนต์ที่รับจองในงาน MOTOR EXPO และรับรู้ส่วนแบ่งกำไร ของบริษัทร่วมทุน นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย (Neo Mobility Asia) ที่มีการส่งมอบรถยนต์ในช่วงไตรมาสที่ 4/2567
อีกทั้งการรับรู้กำไรธุรกิจ Alpha X เป็นไตรมาสแรกจากการขยายพอร์ตสินเชื่อ Wealth Lending ที่เติบโตเพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบจากปีก่อน ขณะที่ธุรกิจ Howden Maxi เติบโตเพิ่มขึ้น 2% จากการขยายพอร์ตสู่ลูกค้ารายใหญ่เข้ามาให้บริการเพิ่มขึ้น ทั้งนี้จากอัตราการเติบโตในไตรมาสดังกล่าว
ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของ MGC-ASIA ในปี 2567 มีรายได้รวม 20,334 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 145.60 ล้านบาท และ EBITDA ที่ระดับ 1,631 ล้านบาท เติบโต 4% เมื่อเทียบกับปีก่อน
"ในไตรมาส 4/67 เรามีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ จากการขับเคลื่อนใน 3 ธุรกิจ ที่สร้าง New S-curve สู่การกระจายพอร์ตรายได้ โดยหลักๆ เติบโตจาก ธุรกิจจำหน่ายยานยนต์ที่เพิ่มขึ้น เพราะมีการส่งมอบรถยนต์ที่รับจองในงาน MOTOR EXPO และการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมทุนจาก "นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด" ที่ให้บริการทั้งจัดจำหน่าย และธุรกิจเกี่ยวเนื่องในกลุ่มธุรกิจ EV ทั้งหมด ที่ได้ทยอยส่งมอบรถในไตรมาสที่ 4/2567 ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น"
โดยเฉพาะ XPENG ซึ่งเป็นยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม-เทค และ ZEEKR ยานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม-ลักชัวรี่ ที่มีกระแสตอบรับดีมาก ทำให้ยอดจองซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในปี 2567 มียอดส่งมอบกว่า 1,000 คัน และยังมียอดจองที่รอส่งมอบในไตรมาสถัดไปอีกหลายร้อยคัน
นอกจากนี้ บริษัทยังมีรายได้จากกลุ่มธุรกิจให้บริการหลังการขาย โดยเฉพาะ MMS Car Services & Tire ศูนย์บริการซ่อมบำรุงรถยนต์แบบครบวงจร (One-Stop Service) โดยมีจำนวนการให้บริการซ่อมบำรุงรถยนต์อิสระเพิ่มขึ้นตามจำนวน Car Parc ด้วยกลยุทธ์การให้บริการครบทุกเรื่องการดูแลรถยนต์ ตอกย้ำถึงศักยภาพการให้บริการด้านการจัดการ งานบริการซ่อมได้ครอบคลุมทุกมิติ ตามมาตรฐานสากล
ในส่วนกลุ่มธุรกิจให้บริการรถเช่า และพนักงานขับ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นตามจำนวนรถยนต์ในฟลีต โดย บริษัท มาสเตอร์ คาร์ เร้นเทิล จำกัด (MCR ) หนึ่งในผู้นำด้านการให้บริการรถเช่าระยะยาว สามารถเสริมพอร์ตรายได้ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ภายใต้การขายรถมือสองกว่า 1,000 คัน
ขณะที่ ซิกท์ รถเช่า ประเทศไทย (SIXT) ผู้ให้บริการรถเช่าระยะสั้น สำหรับบุคคลทั่วไป ก็ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสอดรับภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกในปีที่ผ่านมาเติบโต ทั้งเทรนด์การท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศที่มีการฟื้นตัว ส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลเชิงบวกต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ขณะเดียวกันปี 2568 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศกว่า 37.5 ล้านคน เติบโต 5.6% ซึ่งจะทำให้ภาคการท่องเที่ยวในประเทศเติบโตขึ้น โดยจะส่งผลเชิงบวกต่ออัตราการเข้าพักในโรงแรม รวมถึงธุรกิจรถเช่า ที่จะเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านธุรกิจให้บริการด้านการเงิน ภายใต้ บริษัท อัลฟา เอกซ์ จำกัด (Alpha X) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และมีกำไรสุทธิเป็นปีแรก จากกลยุทธ์สร้างการเติบโตด้วยการรุกตลาดสินเชื่อ Wealth Lending เจาะกลุ่มลูกค้า High Net Worth ทำให้พอร์ตการให้สินเชื่อเติบโตกว่า 45% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ประกอบกับการมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินและต้นทุนในการดำเนินงาน ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานลดลงกว่า 10% รวมทั้งการปรับลดการให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยง ทำให้ต้นทุนทางด้านเครดิตลดลงมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน
พร้อมกันนี้ ธุรกิจบริการประกันภัย ที่บริหารงานโดย บริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (Howden Maxi) ในปีงบประมาณช่วงเดือนตุลาคม 2566 ถึง กันยายน 2567 บริษัทฯ สามารถทำรายได้แตะระดับ 337 ล้านบาท เติบโต 2% และมีกำไรสุทธิ 99 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นผลมาจากการเติบโตของกลุ่มลูกค้ารายใหญ่
รวมถึงการขยายพอร์ตไปยังกลุ่มลูกค้ารายใหม่มากขึ้น โดยทีมที่สามารถสร้างรายได้เข้าเป้าโดยเฉพาะทีมอัญมณีเครื่องประดับ, ทีมงานศิลปะ และทีมงานโครงการพิเศษ