ซีพีเอฟ ทำยอดขายปี 67 กว่า 5.8 แสนล้าน กำไรสุทธิพุ่ง 1.9 หมื่นล้าน

26 ก.พ. 2568 | 18:22 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ก.พ. 2568 | 18:32 น.

ซีพีเอฟ โชว์รายได้ปี 67 กว่า 5.8 แสนล้าน ผลจากการปรับสมดุลของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์และการบริหารต้นทุนที่ดีขึ้น ขณะผลดำเนินงานกิจการต่างประเทศดันกำไรสุทธิ 19,558 ล้านบาท คาดการณ์ปี 68 ผลการดำเนินงานดีต่อเนื่อง

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยผลการดำเนินงานของซีพีเอฟและบริษัทย่อย ในปี 2567 ว่า มียอดขาย 580,747 ล้านบาท  กำไรสุทธิ 19,558 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 476% จากภาวะขาดทุนในปี 2566            

สำหรับสัดส่วนรายได้หลักปี 2567 มาจากกิจการต่างประเทศ 63% จากการลงทุนใน 13 ประเทศ สัดส่วนรายได้จากกิจการประเทศไทย 31% และสัดส่วนรายได้จากกิจการส่งออก 6% จากการทำการค้าผลิตภัณฑ์อาหารไปมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ซึ่งหากแยกสัดส่วนรายได้ตามประเภทธุรกิจหลัก แบ่งเป็น ธุรกิจอาหารสัตว์  คิดเป็นสัดส่วน 23% ธุรกิจเลี้ยงสัตว์ คิดเป็น 55% และธุรกิจอาหาร คิดเป็น 22%  

ทั้งนี้ภาพรวมผลประกอบการในปี 2567 ที่ดีขึ้นเกินเป้าหมาย  เป็นผลมาจากกิจการต่างประเทศมีการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานที่ดีอย่างชัดเจน จากการปรับสมดุลของปริมาณผลิตให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ ทำให้อุตสาหกรรมสุกรฟื้นตัวจากภาวะราคาตกต่ำที่เกิดจากสินค้าล้นตลาดในปี 2566 โดยเฉพาะในประเทศเวียดนามที่ดีขึ้นเกินเป้าหมายจากภาวะราคาสุกรที่สูงขึ้นจากผลกระทบโรคระบาด ASF ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

ประกอบกับการปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจ การบริหารจัดการด้านประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์และการจัดหาวัตถุดิบที่ดีขึ้น การจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจากปีก่อน เหล่านี้ทำให้บริษัทมีต้นทุนที่มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นจากปีก่อน      

 “แนวโน้มธุรกิจซีพีเอฟในปี 2568 ยังมองว่าจะสามารถรักษาระดับการเติบโตจากปีก่อนได้ต่อเนื่อง จากการที่บริษัทได้มีการปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการใช้สินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพให้สอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจ”

 รวมทั้งการพัฒนาสินค้าที่สอดคล้องกับพฤติกรรมและความพึงพอใจของผู้บริโภค และมองหาโอกาสการลงทุนที่จะมาช่วยเพิ่มศักยภาพและสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจหลัก ตลอดจนส่งเสริมนวัตกรรมความยั่งยืน (Sustainovation) เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจที่สามารถสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน สะท้อนจากการที่บริษัทได้รับประเมินความยั่งยืนองค์กรที่ระดับ Top 1% โดย S&P Global หรือเดิมที่เรารู้จักกันในชื่อ DJSI 

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ติดตามและประเมินสถานการณ์ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการดำเนินงานทุกด้านอย่างใกล้ชิด อาทิ การดำเนินนโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์(ทรัมป์ 2.0) ว่าจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศอย่างไร ปัจจัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนโรคระบาดสัตว์ที่มีการแพร่กระจายอยู่ในต่างประเทศหลายประเทศ ซึ่งทางบริษัทได้เพิ่มมาตรการดูแลป้องกันผลกระทบอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารในแต่ละประเทศ

คณะกรรมการบริษัทซีพีเอฟ ได้มีมติให้จ่ายเงินปันผลครั้งที่สอง จากผลการดำเนินงานปี 2567 ในอัตราหุ้นละ 0.55 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลครั้งแรกในอัตราหุ้นละ 0.45 บาท เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2567 รวมเป็นการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2567 ทั้งสิ้นในอัตราหุ้นละ 1.00 บาท ซึ่งจะมีการเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2568 เพื่อพิจารณาอนุมัติในวันที่ 24 เมษายน 2568 นี้