นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมกนง.ว่า คณะกรรมการฯ มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 2.25% เป็น 2.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 1 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
คณะกรรมการกนง.พิจารณาปัจจัยทั้ง 3ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ เงินเฟ้อและศักยภาพระบบการเงิน 1.ในแง่เศรษฐกิจไทยนั้น ขยายตัวต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ในเดือนธ.ค.2567 โดยเป็นผลจากภาคการผลิตจะฟื้นตัวช้าที่คาดไว้ ซึ่งภาคการผลิตมีประมาณ 20%ของจีดีพีในจำนวนนี้ประมาณ 10% เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง(หรือเทคโนโลยี่ที่เปลี่ยนแปลงไป)
และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ไม่ว่า รถยนต์ เคมีภัณฑ์ ยาง วัสดุก่อสร้าง และเครื่องนุ่งหุ่ม อีกทั้งความสามารถในการแข่งขันที่ด้อยลงจากต้นทุนที่สูงขึ้น เหล่านี้เป็นปัจจัยกดดันภาคการผลิตในระยะต่อไป
2.อัตราเงินเฟ้อทรงตัวคาดไว้ปีนี้และปีหน้าที่ 1.1%1.2%ใกล้เคียงกับขอบล่างของกรอบเป้าหมาย 1-3% หลักๆ ปัจจัยด้านอุปทานเป็นตัวที่ขับเคลื่อนเงินเฟ้อ โดยราคาพลังงานต่างๆ การแข่งขันด้านราคาจากสินค้านำเข้าที่กดดันทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ค่อนข้างช้า ซึ่งยังคงเห็นปัจจัยโครงสร้างเงินเฟ้อยังคงอยู่ในอนาคต
อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อที่ต่ำไม่ได้สะท้อนภาวะเงินฝืดโดยยังเห็นราคาปรับเพิ่มขึ้นในแง่สินค้าประมาณ 70-80% โดยไม่เห็นราคาสินค้าปรับลดลงในแง่ของวงกว้าง โดยเฉพาะหลายประเภทสินค้าทีจำเป็นต่อการบริโภคของครัวเรือนยังอยู่ในระดับราคาที่สูงในช่วง 5ปีก่อนหน้า และส่วนหนึ่งเงินเฟ้อที่ต่ำช่วยบรรเทาภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นในช่วง 5ปีที่ผ่านมา
3.ภาวะการเงินยังตึงตัวแต่เริ่มเห็นสัญญาณในแง่ทรงตัวบ้าง โดยการขยายตัวของสินเชื่อนั้น เริ่มเห็นสินเชื่อธุรกิจมีผงกหัวบ้าง (สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่) ส่วนสินเชื่อธุรกิจSMEs หดตัวใกล้เคียงเดิม -3.0%
ด้านคุณภาพสินเชื่อไม่ว่าSMEs/ธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มเห็นสัญญาณทรงตัวแม้จะเห็นคุณภาพสินเชื่อSMEsปรับด้อยลงบ้าง ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคของรายย่อยยังคงปรับลดลงจากสินเชื่อรถยนต์ (จากปัญหาโครงสร้าง ราคารถมือสองและยอดขายรถยนต์ที่ชะลอ)
ในแง่คุณภาพสินเชื่อรายย่อยนั้นช่วงหลังเริ่มปรับตัวที่โตชะลอทั้งNPL , SM แต่คุณภาพของสินเชื่อบ้านยังเพิ่มขึ้นซึ่งต้องติดตามต่อไป
นายสักกะภพกล่าวเพิ่มเติมว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ช่วยลดเรื่องภาระครัวเรือนได้บ้างแล้ว หลักๆในแง่การลดภาระของครัวเรือนคงเป็นเรื่องมาตรการการเงินที่เฉพาะจุดช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะมาตรการ “คุณสู้เราช่วย”ที่จะต้องประเมินผลลดภาระดอกเบี้ยในระยะต่อไป
ทั้งนี้ การปรับลดดอกเบี้ยในรอบนี้ คณะกรรมการกนง.มองว่าสอดคล้องกับแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่เราประเมินไปว่า Softกว่าที่ประเมินไว้ และอีกส่วนหนึ่งในการปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้ทางคณะกรรมการคิดว่าสามรถจะรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าได้อย่างเหมาะสมในระดับหนึ่ง โดยพยายามมองไปข้างหน้าว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้างและคณะกรรมการเองเห็นแนวโน้มของเศรษฐกิจที่ลดลงหลักๆมาจากฝั่งอุปทานเยอะ
และเป็นเรื่องปัจจัยเชิงโครงสร้างซึ่งจำเป็นต้องใช้นโยบายที่เพิ่มขีดความสามารถของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมหลายอุตสาหกรรมในการจะช่วยยกระดับศักยภาพอย่างยั่งยืนและคณะกรรมการจะติดตามแนวโน้มของเศรษฐกิจ การเงินอย่างใกล้ชิด
โดยประเด็นสำคัญคือ พัฒนาการของภาคการผลิตว่าจะมีการฟื้นตัวได้มากน้อยขนาดไหน และผลกระทบของนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลักที่จะกระทบต่อแนวโน้มของเศรษฐกิจไทย รวมถึงเรื่องภาวะการเงินที่ทรงตัวในบางมิติแต่ยังต้องติดตามพัฒนาการ
“ การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ไม่ใช่ Easing Cycle โดยดูแนวโน้มเศรษฐกิจและภาพเศรษฐกิจไตรมาส4ปีที่แล้ว และดอกเบี้ยที่ลดลงสอดคล้องกับความเสี่ยงที่ประเมินทั้ง 3ด้าน เศรษฐกิจ เงินเฟ้อ ศักยภาพระบบการเงิน อยู่ในระดับที่สมดุล เชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยตรงนี้ เป็นระดับ neutral rate จะสามารถรองรับความเสี่ยงได้พอสมควรกับความเสี่ยงที่จะมีในอนาคต ซึ่งการปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้ก็เสีย Policy Space ไปแล้ว 1ครั้ง ซึ่งกรรมการมีการชั่งน้ำหนักแล้ว ในแง่ภาพรวม กนง.เห็นว่าเหมาะสมที่จะปรับลดดอกเบี้ยลงได้
ส่วนเรื่องประสิทธิผลนั้น ปัญหาของเศรษฐกิจไทยที่เติบโตค่อนข้างต่ำมาจากด้านอุปทานหรือด้านการผลิตเป็นสำคัญ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาในการคลี่คลาย การลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ลักษณะช่วยเรื่องต้นทุน
รวมถึงภาวะการเงินบางส่วนที่ยังตึงตัว อาจจะCredit Risk ที่ยังสูง ตรงนี้ก็จะช่วยบรรเทา รวมถึงช่วยลดภาระลูกหนี้บ้างและซัพพอร์ตเศรษฐกิจที่ซอฟท์ลงมาและเงินเฟ้อที่อาจจะมีความเสี่ยงด้านต่ำ”
นายสักกะภพกล่าวว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หลักๆอยากให้ลดภาระหนี้ของครัวเรือนและธุรกิจ ซึ่งภาพรวมระยะสั้นเป็นห่วงเศรษฐกิจและหวังว่าภาวะการเงินจะเอื้อต่อในแง่ของตัวการทำธุรกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกันการประเมินความเสี่ยงในแง่เสถียรภาพในระยะยาวความเป็นห่วงไม่สูงเช่นในอดีตเพราะสินเชื่อมีแนวโน้มชะลอลงและปรับลดลงมาฉะนั้นในรอบนี้หวังว่าจะมีการส่งผ่านดอกเบี้ยนโยบาย
ต่อข้อถามกนง.ทบทวนประมาณการจีดีพีปี2568 นายสักกะภพกล่าวว่า ภายในมีการปรับประมาณการจีดีพีลงมาจากเดิมที่ระดับ 2.9% แต่จะเผยแพร่ตัวเลขประมาณการเป็นทางการในวันที่ 30 เม.ย. 2568 โดยปรับประมาณการจีดีพีเป็น 2.5%ขึ้นไป ซึ่งตัวเลขประมาณการดังกล่าวได้รวมมาตรการเงินโอนบางส่วน แต่ส่วนอื่นยังเป็นความเสี่ยง
ส่วนจีดีพีที่หายไปนั้นหลักๆมาจากภาคการผลิตซึ่งหดตัวมาตั้งแต่ปีที่แล้วและมองไปข้างหน้าภาคการผลิตยังไม่ฟื้นตัว แม้ว่าที่ผ่านมาดีมาน์ยังเติบโตแต่เน้นการระบายสินค้าโดยไม่ได้ผลิตเพิ่ม
ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า จึงไม่เร่งจะทำสต๊อคสินค้าเพิ่มขึ้น อีกทั้งอาจจะมีส่วนจากการนำเข้าที่สูงขึ้น ซึ่งไทยแข่งขันในแง่การผลิตกับคนอื่นที่ยาก ทำให้การบริโภคที่สูงขึ้นไม่ได้ทำให้การผลิตสูงขึ้นตาม
สำหรับการผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยหรือมาตรการLTV นั้น ขณะนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณา โดยเบื้องต้นยังอยู่ในขั้นตอนประเมินประสิทธิผลและต้นทุนจากการผ่อนคลายกฎเกณฑ์โดยยังไม่final