ทุนจีนรุมทึ้ง ร้านอาหารไทยอ่วม ซุ่มลอกสูตร ต่อยอดเป็นแฟรนไชส์ขยายทั่วโลก

28 ก.พ. 2568 | 05:34 น.

อึ้ง! ทุนจีนบุกก่อสร้าง-ร้านอาหาร เผยปี 67 แห่ลงทุนกว่า 3 หมื่นราย มูลค่าทะลุ 4.15 แสนล้านบาท ชี้ “ประเทศไทย” เนื้อหอมเป็นหนึ่งในเดสติเนชันของนักธุรกิจจีน พบกลุ่มใหญ่ซุ่มเรียนรู้สูตรอาหารไทย หวังพัฒนาและต่อยอดให้เป็นแฟรนไชส์อาหารไทยในจีน ก่อนสยายปีกขยายทั่วโลก

“ฐานเศรษฐกิจ” ตรวจสอบข้อมูลการลงทุนของนิติบุคคลต่างชาติในประเทศไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า จีนมีบทบาทสำคัญในการลงทุนทางธุรกิจหลายประเภท โดยจำนวนนิติบุคคลที่ชาวจีนร่วมลงทุนในไทยรวมทั้งสิ้น 30,075 ราย มูลค่าการลงทุน รวม 415,582.68 ล้านบาท

10 อันดับแรกของนักลงทุนจีนที่เข้ามาร่วมลงทุนในไทย เรียงตามลำดับ ดังนี้ อันดับ 1 อสังหาริมทรัพย์ 25,014 ล้านบาท อันดับ 2 ก่อสร้างอาคารทั่วไป 6,536.16 ล้านบาท อันดับ 3 การขายส่งเครื่องจักรและอุปกรณ์อื่นๆ 3,013.2 ล้านบาท อันดับ 4 การบริการด้านอาหารในภัตตาคาร/ร้านอาหาร 3,007.54 ล้านบาท อันดับ 5 กิจกรรมของตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ 2,680.28 ล้านบาท

อันดับ 6 การขายส่งผักและผลไม้ 2,495.96 ล้านบาท อันดับ 7 การขายส่งสินค้าทั่วไป 1,232.8 ล้านบาท อันดับ 8 ธุรกิจจัดนำเที่ยว 1,111.72 ล้านบาท อันดับ 9 การขายส่งสินค้าทั่วไปโดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง 1,036.64 ล้านบาท และอันดับ 10 การขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต 655.86 ล้านบาท

ทุนจีนรุมทึ้ง ร้านอาหารไทยอ่วม ซุ่มลอกสูตร ต่อยอดเป็นแฟรนไชส์ขยายทั่วโลก

จากข้อมูลจะสังเกตได้ว่าการลงทุนของชาวจีนในประเทศไทยมีความหลากหลาย ครอบคลุมทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจบริการ อาหาร การค้าส่ง-ปลีก และอื่นๆ ซึ่งการลงทุนที่สำคัญคือ ภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นภาคที่มีมูลค่าการลงทุนจากจีนสูงสุด โดยประเภทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่มีการลงทุนของนิติบุคคลที่มีสัญชาติจีนร่วมลงทุนนั้นมีหลายประเภท เช่น การซื้อและการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัยและไม่ใช่เพื่อการพักอาศัย และการเช่าและการดำเนินการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์

ร้านอาหารจีนสยายปีกยึดไทย

ขณะที่ธุรกิจร้านอาหารจีนในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ท่ามกลางกระแสการลงทุนจาก “ทุนจีน” ที่เข้ามาแทรกซึมในอุตสาหกรรมอาหารของไทยอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ร้านอาหารจีนเคยเป็นเพียงตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่ปัจจุบันได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วในเมืองใหญ่และย่านเศรษฐกิจสำคัญ เช่น เยาวราช ห้วยขวาง รัชดาภิเษก ลาดพร้าว สุขุมวิท รามอินทรา เป็นต้น

ร้านอาหารแบรนด์จีนชื่อดังไม่เพียงแต่เปิดตัวในประเทศไทย แต่ยังขยายสาขาอย่างรวดเร็ว โดยมีทั้งแบรนด์เก่าและใหม่ เช่น หมี่เสี่ยว, Cotti Coffee, Haidilao และอีกหลายแบรนด์ กลยุทธ์ของแบรนด์เหล่านี้มุ่งเน้นการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว พร้อมสร้างความแตกต่างผ่านราคาย่อมเยา และเมนูที่ตอบโจทย์ลูกค้าคนไทย

ธุรกิจร้านอาหารจีนไม่ได้ขยายตัวเฉพาะในไทย แต่ยังเกิดขึ้นทั่วทั้งอาเซียน รายงานจาก The Momentum Work ปี 2568 ระบุว่า หนึ่งในสาเหตุหลักของการเติบโตคือวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศจีน ส่งผลให้ร้านอาหารจำนวนมากต้องปิดตัวลง จากสถิติพบว่าในช่วงครึ่งแรกของปีที่ผ่านมา ร้านอาหารจีนปิดตัวมากกว่า 1 ล้านร้าน คิดเป็น 40% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทำให้ผู้ประกอบการต้องมองหาตลาดใหม่

อาเซียนเป็นตลาดที่ดึงดูดผู้ประกอบการจีน เนื่องจากการแข่งขันยังไม่ดุเดือดเท่ากับตลาดภายในประเทศจีนและเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวได้เร็วหลังการระบาดของโควิด-19 อีกทั้งวัฒนธรรมอาหารจีนเป็นที่คุ้นเคยในภูมิภาค โดยเฉพาะในสิงคโปร์และมาเลเซีย ที่สามารถพูดภาษาจีนได้จำนวนมาก ส่งผลให้ร้านอาหารจีนสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายกว่าภูมิภาคอื่นของโลก

ปี 67 ทุนจีนแห่จดทะเบียนใหม่เกือบ 60%

ขณะที่ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าปี 2565 นิติบุคคลที่จัดตั้งใหม่ในส่วนการบริการด้านอาหารในภัตตาคาร/ร้านอาหาร จดทะเบียนทั้งหมด 6,581 ราย มีนักลงทุนชาวจีนร่วมลงทุน คิดเป็น 0.52% ปี 2566 มีจำนวน 8,046 ราย โดยมีนักลงทุนจีนร่วมลงทุน 26.21% และในปี 2567 มีจำนวน 8,119 ราย โดยมีนักลงทุนจีนร่วมลงทุน 58.78% แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันของทุนจีนต่อธุรกิจร้านอาหารในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายไพศาล อ่าวสถาพร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจอาหาร (ประเทศไทย) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยข้อมูลกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพรวมร้านอาหารจีนในไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังการเปิดประเทศ กระแสความนิยมอาหารจีนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากคนไทยมีความคุ้นเคยกับอาหารจีนเป็นทุนเดิม ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมาเยือนไทย ก็ช่วยกระตุ้นความต้องการในตลาดมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การขยายตัวของแบรนด์ร้านอาหารจีนจากจีน ยังมีส่วนสำคัญในการผลักดันกระแสอาหารจีนให้เป็นที่นิยมมากขึ้น

ไพศาล อ่าวสถาพร

“พฤติกรรมของผู้บริโภคไทยมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการเปิดรับวัฒนธรรมการกินที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้อาหารจีนกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักที่ได้รับความนิยม ยิ่งไปกว่านั้นโซเชียลมีเดียยังมีบทบาทสำคัญในการขยายการรับรู้และสร้างกระแสผ่านการรีวิวบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้ร้านอาหารจีนเป็นที่รู้จักและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้น”

 

ซุ่มดูดสูตรอาหารไทย จ่อขายแฟรนไชส์ทั่วโลก

หนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญของธุรกิจร้านอาหารจีนคือ “ต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำ” นายสุภัค หมื่นนิกร ผู้ก่อตั้งสถาบันธุรกิจแฟรนไชส์อาหาร ( FFI ) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีซี่ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล แฟรนไชส์ จำกัด ผู้บริหารร้านแฮมเบอร์เกอร์ “Siam Steak” และไส้กรอกพรีเมี่ยม “อีซี่ส์” กล่าวว่า มีหลายปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทยเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับนักธุรกิจร้านอาหารจีน ได้แก่

1.พฤติกรรมผู้บริโภคไทยที่บริโภคอาหารตลอด 24 ชั่วโมง มีวัฒนธรรมการรับประทานอาหารที่หลากหลายและนิยมรับประทานอาหารนอกบ้าน

2. ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีน รวมถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับร้านอาหารจีนที่ต้องการจับกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่คุ้นเคยกับอาหารจีน

3.ต้นทุนวัตถุดิบและการนำเข้าสินค้าจากจีนที่ไม่สูงมากประเทศไทยมีนโยบายด้านภาษีนำเข้าที่เอื้ออำนวยต่อการนำเข้าวัตถุดิบจากจีน ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบโดยรวมของร้านอาหารจีนในไทยสามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับประเทศอื่น

4. เจ้าของธุรกิจร้านอาหารจีนส่วนใหญ่มักเป็นผู้ประกอบการที่มีเงินทุนสูง สามารถลงทุนในด้านการตลาด การตกแต่งร้าน และขยายสาขาได้อย่างรวดเร็ว

สุภัค หมื่นนิกร

นายสุภัค กล่าวว่า การแข่งขันระหว่างร้านอาหารไทยและร้านอาหารจีนในไทยกำลังทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในด้านราคาวัตถุดิบ ต้นทุนแรงงาน และค่าเช่าพื้นที่ ปัจจุบันมีข้อมูลวงในระบุว่า นักธุรกิจจีนจำนวนมากเข้ามาเรียนรู้สูตรอาหารไทย เพื่อพัฒนาและต่อยอดให้เป็นแฟรนไชส์อาหารไทยในจีนและขยายไปทั่วโลก

“นักลงทุนชาวจีนไม่ได้ขาดแคลนในเรื่องของระบบการบริหารร้านอาหาร แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการคือสูตรอาหารและองค์ความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบ ท้องถิ่นของไทยเท่านั้น เนื่องจากจีนมีเทคโนโลยีการทำครัวที่ก้าวหน้า โดยเฉพาะในเรื่องของการควบคุมความร้อนและการปรุงอาหาร เช่น ซุปของจีนมักเสิร์ฟในหม้อดินที่ร้อนจัด ในขณะที่ซุปไทยอาจไม่ร้อนเท่ากันเมื่อเสิร์ฟ การคัดสรรวัตถุดิบก็เป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของอาหารจีน ซึ่งมักเลือกใช้สมุนไพรและเครื่องเทศที่ซับซ้อนกว่าของไทย”

ในอนาคตร้านอาหารไทยต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน ทั้งในแง่ของคุณภาพ ราคา และประสบการณ์ของลูกค้า หากร้านอาหารไทยต้องการอยู่รอดจำเป็นต้องเร่งพัฒนาในด้านมาตรฐานการบริการ ระบบการบริหารจัดการ และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้สามารถแข่งขันกับแบรนด์ต่างชาติที่มีโครงสร้างการบริหารจัดการที่เป็นระบบและต้นทุนที่ต่ำกว่า

“การเติบโตของร้านอาหารจีนในไทยจึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าตลาดร้านอาหารกำลังเปลี่ยนแปลง และผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดและสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจของตนเอง ซึ่งโอกาสสำหรับร้านอาหารไทย ว่านอกเหนือจากการแข่งขันที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการไทยสามารถนำกลยุทธ์ใดมาใช้ เช่น สร้างจุดขายเฉพาะตัว ปรับเมนูให้เหมาะกับลูกค้าต่างชาติ หรือใช้เทคโนโลยีช่วยลดต้นทุน” นายสุภัคกล่าวในตอนท้าย

 

เปิดรายชื่อบิ๊กทุนจีน

สำหรับธุรกิจร้านอาหาร ที่ดำเนินกิจการอยู่ ที่มีนักลงทุนสัญชาติจีนร่วมลงทุน มากที่สุด 5 อันดับแรก มีดังนี้

1. บริษัท สมาร์ท ยูไนเต็ด (ประเทศไทย) จำกัด ทุนจดทะเบียน 35 ล้านบาท มูลค่าที่จีนร่วมลงทุน 139.99 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 49%

2. บริษัท จิ่วซี ฮอทพอท จำกัด ทุนจดทะเบียน 139 ล้านบาท มูลค่าที่จีนร่วมลงทุน 68.11 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 49%

3. บริษัท สิริแสงมณี จำกัด ทุนจดทะเบียน 87 ล้านบาท มูลค่าที่จีนร่วมลงทุน 42.63 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 49%

4. บริษัท ครัวรื่นรมย์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 61 ล้านบาท มูลค่าที่จีนร่วมลงทุน 29.89 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 49%

5. บริษัท อาร์ ซีย์ สวัสดิ์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 60 ล้านบาท มูลค่าที่จีนร่วมลงทุน 29.4 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 49%

ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ดำเนินกิจการอยู่ ที่มีสัญชาติจีนร่วมลงทุน มากที่สุด 5 อันดับแรก มีดังนี้

1. บริษัท ไทยยูเนี่ยน พร้อพเพอร์ตี้ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 5,000 ล้านบาท มูลค่าที่นักลงทุนจีนร่วมลงทุน 2,450 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 49%

2. บริษัท ทรีโอเนส อินดัสเทรียล จำกัด ทุนจดทะเบียน 2,873.75 ล้านบาท มูลค่าที่จีนร่วมลงทุน 1,408.13 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 49%

3. บริษัท ซีจี คอร์เปอเรชั่น จำกัด ทุนจดทะเบียน 2,750 ล้านบาท มูลค่าที่จีนร่วมลงทุน 1,320 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 48%

4. บริษัท ราชพฤกษ์ (ไทย) ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 1,150 ล้านบาท มูลค่าที่จีนร่วมลงทุน 563.5 ล้านบาท คิดเป็น สัดส่วน 49%

5. บริษัท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมระยอง ไทย-จีน จำกัด ทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท มูลค่าที่จีนร่วมลงทุน 490 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 49%

จากข้อมูลบริษัทที่มีการลงทุนสูงสุด เป็นที่น่าสังเกตว่า บริษัทที่มีการลงทุนสูงจากจีนเกือบทั้งหมดมีสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนจีนอยู่ที่ 48-49% ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดที่กฎหมายไทยอนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองได้ในธุรกิจบางประเภท