ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 27ก.พ.“อ่อนค่าลงเล็กน้อย” ที่ระดับ 33.76 บาทต่อดอลลาร์

27 ก.พ. 2568 | 08:03 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ก.พ. 2568 | 10:02 น.

ค่าเงินบาทอาจไม่ได้อ่อนค่าลงต่อเนื่องชัดเจน ตราบใดที่ราคาทองคำยังทยอยปรับตัวขึ้น/อย่างน้อยก็แกว่งตัว Sideways แม้เงินดอลลาร์จะพลักกลับมาแข็งค่า เนื่องจากตลาดอาจเริ่มกลับมากังวลประเด็นนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐมากขึ้น

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 27ก.พ. 2568ที่ระดับ  33.76 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  33.70 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าแนวโน้มของค่าเงินบาท การเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงนี้ ทำให้เรายังคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงที่จะเผชิญความผันผวนลักษณะ Two-Way Volatility โดยต้องจับตาการเคลื่อนไหวของราคาทองคำด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ในช่วงนี้ ตลาดอาจเริ่มกลับมากังวลประเด็นนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งอาจหนุนให้เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้นได้บ้าง หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้ปรับตัวอ่อนค่าลงไปมากนัก เนื่องจากประเด็นแนวโน้มการลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้งของเฟดในปีนี้ ก็ดูจะถูกคาดหวังและรับรู้โดยผู้เล่นในตลาดไปมากแล้ว (Fully Priced-In)

อนึ่ง แม้ เงินดอลลาร์จะกลับมาแข็งค่าขึ้น จนอาจกดดันเงินบาทให้อ่อนค่าลงบ้าง แต่เงินบาทก็อาจไม่ได้อ่อนค่าลงต่อเนื่องชัดเจน ตราบใดที่ราคาทองคำยังสามารถทยอยปรับตัวขึ้นได้ หรือ อย่างน้อยก็แกว่งตัว Sideways

โดยหากประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following เราจะกลับมาเชื่อว่า เงินบาทจะสามารถทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ชัดเจน หรือกลับมาอยู่ในแนวโน้มการอ่อนค่า เมื่อเห็นเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ดี เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรเตรียมรับมือ ความเสี่ยงที่อาจจะเห็นเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงได้ เช่นกัน หากผู้เล่นในตลาดเพิ่มโอกาสที่เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้เกิน 2 ครั้ง มากขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งควรจะเห็นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แย่ลงชัดเจน

โดยเรามองว่า ประเด็นผลกระทบจากการปรับลดการจ้างงานของรัฐบาลสหรัฐฯ โดย DOGE ก็เป็นปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ และเราจะติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ก็อาจถูกกดดันเพิ่มเติมได้

หากผู้เล่นในตลาดคลายกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ หรือ หุ้นเทคฯ สหรัฐฯ ปรับฐานต่อเนื่อง ดังที่เราได้ระบุไว้ก่อนหน้า

ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.60-33.90 บาท/ดอลลาร์

 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 33.67-33.84 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 33.80-33.90 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ตามการปรับตัวลงหนักของราคาทองคำ (XAUUSD) ไม่ต่างจากการเคลื่อนไหวในช่วงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าลงของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังเงินดอลลาร์มีจังหวะย่อตัวลง สอดคล้องกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่กลับมาเชื่อว่า เฟดมีโอกาสราว 33% ในการลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง ในปีนี้

และมีโอกาสมากขึ้น ที่เฟดอาจจะสามารถลดดอกเบี้ยได้เกิน 1 ครั้ง ในปี 2026 หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะนี้ ยังคงออกมาผสมผสาน อีกทั้งผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความกังวลผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากแนวโน้มการปรับลดการจ้างงานในส่วนของภาครัฐ (ดังจะเห็นได้จากยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่ทยอยเพิ่มสูงขึ้น)

ทั้งนี้ การปรับตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก็ถูกจำกัดลง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากยุโรป รวมถึงเม็กซิโกและแคนาดา ส่งผลให้สกุลเงินฝั่งยุโรป อย่าง เงินยูโร (EUR) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง

 

บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก เพื่อรอลุ้นรายงานผลประกอบการของ Nvidia +3.7% ที่จะรายงานในช่วงหลังตลาดปิด ขณะเดียวกันผู้เล่นในตลาดยังคงทยอยขายบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ นำโดย Tesla -4.0% อีกทั้งผู้เล่นในตลาดต่างก็ระมัดระวังแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากยุโรป เม็กซิโกและแคนาดา ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.01%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวขึ้น +0.99% หนุนโดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ยังคงออกมาสดใส ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลัง ยูเครนและสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับแร่ธาตุของยูเครน ก่อนที่ทางสหรัฐฯ กับรัสเซียจะมีการเจรจาในประเด็นสงครามรัสเซีย-ยูเครนในเร็วนี้ 

ในส่วนตลาดบอนด์ บรรยากาศในตลาดการเงินที่ยังไม่กลับมาเปิดรับความเสี่ยง อีกทั้ง มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ต่างมองว่า เฟดมีโอกาสราว 33% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสบ้างที่เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้เกิน 1 ครั้ง ในปีหน้า

ได้กดดันให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลงสู่ระดับ 4.27% อย่างไรก็ดี การปรับตัวลงของ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจเริ่มชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจเริ่มทยอยขายทำกำไรสถานะถือครองบอนด์ออกมาบ้าง

อีกทั้งประเด็นสงครามการค้าก็อาจกลับมาร้อนแรงขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม ทำให้เราคงมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาว มากกว่าไล่ราคาซื้อ เน้นกลยุทธ์ Buy on Dip โดยบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงที่อาจปรับตัวสูงขึ้นได้บ้าง หากผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์โดยรวมเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามการเพิ่มโอกาสเฟดเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ ของผู้เล่นในตลาด ท่ามกลางรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงออกมาผสมผสาน

ทว่า เงินดอลลาร์ก็สามารถรีบาวด์ขึ้นมาได้ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุเตรียมขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากยุโรป เม็กซิโกและแคนาดา กดดันให้บรรดาสกุลเงินหลัก อย่าง เงินยูโร (EUR) ทยอยอ่อนค่าลง ส่งผลให้โดยรวมเงินดอลลาร์ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 106.4 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 106.1-106.7 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2025) จะมีจังหวะย่อตัวลง จากแรงขายทำกำไร ทว่าจังหวะการย่อตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ รวมถึงความต้องการถือครองทองคำ เพื่อรับมือความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำสามารถรีบาวด์ขึ้นบ้าง กลับสู่โซน 2,930 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

อย่าง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) และ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) โดยเราจะติดตามรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อประเมินผลกระทบจากการทยอยปรับลดการจ้างงานในส่วนรัฐบาลของสหรัฐฯ โดย DOGE

ส่วนในฝั่งเอเชีย ช่วงราว 6.30 น. ของเช้าวันศุกร์นี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อาทิ ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดค้าปลีก (Retail Sales)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 33.78-33.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.14 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 33.71 บาทต่อดอลลาร์ฯ...โดยเงินบาทอ่อนค่าลงสอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินอื่น ๆ ในเอเชีย และการปรับตัวลงของราคาทองคำในตลาดโลก หลังจากที่เงินดอลลาร์ฯ มีแรงหนุนจากความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าหลังการส่งสัญญาณของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงแนวทางที่สหรัฐฯ จะมีการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหภาพยุโรปในอัตรา 25% ในเร็วๆ นี้  นอกจากนี้ เงินบาทยังขาดแรงหนุน หลังจากที่เมื่อวานนี้ กนง. Surprise ตลาด ด้วยมติที่ไม่เป็นเอกฉันท์ 6 ต่อ 1 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ลงมาที่ระดับ 2.00% (แม้จะส่งสัญญาณว่า การปรับลดดอกเบี้ยของกนง. ยังไม่ใช่วัฏจักรของอัตราดอกเบี้ยขาลงก็ตาม)

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 33.60-33.85 บาทต่อดอลลาร์ฯ  ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ประเด็นเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และคู่ค้า ทิศทางสกุลเงินในภูมิภาค ฟันด์โฟลว์ และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/67 ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน  และยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายเดือนม.ค.