สัญญาณเปลี่ยน นักลงทุนเทขายหุ้นสหรัฐฯ หันซบยุโรป-จีน

31 มี.ค. 2568 | 07:30 น.

กูรูชี้เหตุกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ นักลงทุนมองราคาหุ้นขึ้นมาสูงจนไปต่อยาก "ทรัมป์" ออกนโยบายป่วนการค้าโลก สร้างความกังวล ชูยุโรป-จีน เป็นเป้าหมายใหม่

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยว่า เปิดเผยว่า กรณีที่กระแสเงินลงทุนไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเดือนมีนาคม 2568 นั้น อยากให้ทำความเข้าใจก่อนว่า กระแสเงินทุนมีการไหลเข้าและไหลออกตลอดเวลาอยู่แล้ว

ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กระแสเงินลงทุนก็ไหลเข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง เพราะตลาดมีมุมมองเชิงบวกว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะมีการเติบโตมากกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่เพิ่งเริ่มต้นฟื้นตัวหลังจากผ่านพ้นวิกฤตไวรัสโควิด-19 ระบาด

นอกจากนี้ จากกระแสเงินที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ทั้งตลาดหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นนางฟ้าเด่นๆ ทั้งหลายปรับตัวเพิ่มขึ้นมามาก โดยตลาดหุ้นบวกขึ้นมากว่า 60-70% ขณะที่หุ้นกลุ่ม Magnificent 7 บวกขึ้นมากว่า 200% ทำให้นักลงทุนเริ่มมองแล้วว่าโอกาสที่จะไปต่อคงยากแล้ว

"แม้ว่ากระแสเงินทุนจะไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไปอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเทียบกับการไหลเข้ามาตลอดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก็ยังดูเล็กน้อยหากเมื่อเทียบกับที่เก็บสะสมมาอย่างต่อเนื่องตลอดสองปี เป็นธรรมชาติของการลงทุน เมื่อตลาดมันขึ้นมาสูงมากๆ แล้ว โอกาสที่จะสูงไปกว่านี้ก็ยาก ก็ไม่แปลกที่เงินจะไหลออกไปยังตลาดในภูมิภาคอื่นๆ แทน"

ทั้งนี้ ใช่ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกไม่ได้แล้ว แต่เหตุผลที่เข้ามาหนุนอาจต้อง "ว้าว" มากๆ ซึ่งในช่วงระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ และหลังจากที่ "โดนัลด์ ทรัมป์" ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ก็มีแรงหนุนอยู่แต่มันยังว้าวไม่พอ ทำให้ราคาหุ้นก็ร่วงกลับมา

แต่หลังจากที่ทรัมป์เข้ามารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ข้อเท็จจริงเริ่มปรากฏ ตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์กันไว้ ส่งผลให้คนเริ่มมีความกังวลใจ ประกอบกับด้วยนโยบายทรัมป์ที่มีความไม่แน่ไม่นอนอยู่มาก เกณฑ์มีความรุนแรงกว่าถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับสมัยทรัมป์ 1.0

ดังนั้นจึงทำให้คนเริ่มมีความกังวลใจว่าการกลับมาของทรัมป์ครั้งนี้จะปั่นป่วน และทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งหนึ่งในนโยบายที่มีผลค่อนข้างมากขึ้นการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศที่ขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพราะนั้นจะทำให้สินค้ามีราคาที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการเริ่มไหวตัวสั่งนำเข้าสินค้าตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนการขึ้นภาษีจะมีผลบังคับใช้จริง

ผลที่ตามมา คือ แน่นอนประชาชนต้องจ่ายราคาสินค้าที่สูงขึ้น เงินเฟ้อมาแน่ ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ไม่ลดดอกเบี้ย เศรษฐกิจก็มีความเสี่ยง เช่นนี้แล้วใครจะไม่ขายหุ้นในมือออก อย่างไรก็ดี ด้วยพฤติกรรมการลงทุน นักลงทุนหรือสถาบันย่อมมองหาตลาดที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

การเลือกลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรและทองคำ ก็อาจตอบโจทย์ที่มากกว่า รวมถึงการลงทุนในตลาดหุ้นอื่นๆ ที่มีโอกาส ซึ่งในเวลานี้ที่เข้ามามากที่สุดคงหนี้ไม่พ้น การลงทุนในตลาดยุโรปและจีน

ยุโรป มีความน่าสนใจอยู่มาก ด้วย P/E ที่อยู่ในระดับต่ำ เป็นแรงจูงใจ อีกทั้งยังมีปัจจัยทั้งเรื่องดอกเบี้ยยังมีโอกาสที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับลดลงได้อีก, เยอรมนี เปลี่ยนนโยบายการคลังใหม่ เพื่อบูธ GDP รวมไปถึงสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน มีแนวโน้มที่จะยุติลงได้

ประเทศจีน เป็นประเทศที่มีความพร้อมในเรื่องสภาพคล่องที่สูงมาก Money Supply มากกว่า 100% รัฐบาลวางแผนเตรียมพร้อมรับมือด้านเศรษฐกิจในหลายมิติ โดยเฉพาะการขึ้นภาษีของทรัมป์ รัฐบาลพยายามเสริมสภาพคล่องเศรษฐกิจอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าระบบ รวมถึงการปรับลดดอกเบี้ยที่เรียกได้ว่า "แหลกลาญ"

ประกอบกับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จนเรียกได้ว่าก้าวหน้าไม่แพ้ชาติตะวันตก ล่าสุดประธานาธิบดีจีน "สี จิ้นผิง" จับมือกับ CEO ของ "Deep Seek" ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุนหุ้น TECH ในตลาดหุ้นจีนมากยิ่งขึ้น เพราะราคาหุ้นเทคจีนนั้นยังถูกกว่ามากเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ

นอกเหนือจากนี้ ตลาดหุ้นจีนยังมี Valuation ที่ต่ำกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในด้าน Earnings ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงมากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นเหตุให้กระแสเงินทุนจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไหลเข้ามายังตลาดหุ้นจีนเพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม มองว่าในไตรมาส 2/2568 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสโดนน็อค ตามแรงความหวั่นสะพรึงต่อตัวเลขเศรษฐกิจที่อาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง ในขณะที่ตลาดหุ้นจีนมีโอกาสไปต่อได้อีก เพราะการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในยกแรกไม่รุนแรง