เตือน "เอ็นเตอร์เทนเมนต์" พ่วงกาสิโน เปิดห้อง VIP เสี่ยงสูงแหล่งฟอกเงิน

28 ก.พ. 2568 | 04:08 น.

นักวิชาการเตือนรัฐบาล  การเปิดกาสิโนในสถานบันเทิงครบวงจร ไม่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย มีความเสี่ยงการฟอกเงินผ่านห้อง VIP สูง ด้าน “จุลพันธ์” พร้อมวางมาตรการป้องกัน

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เปิดรับฟังความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. .... (ร่างฯ ที่ สคก. ตรวจพิจารณาแล้ว เรื่องเสร็จที่ 261/2568) ระหว่างวันที่ 27 ก.พ. ถึง 13 มี.ค. 2568 ซึ่งเป็นการรับฟังความเห็นครั้งที่ 4 หลังจากก่อนหน้านี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในหลายประเด็น โดยเฉพาะยังขาดความชัดเจนในด้านการดูแลป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่หลายประเทศที่ให้บริการกาสิโนเผชิญ  

 

รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับฐานเศรษฐกิจ เจาะลึกถึงประเด็นสำคัญของธุรกิจคาสิโน โดยเฉพาะเรื่องห้อง VIP ซึ่งเป็นทั้งแหล่งรายได้หลักและความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน พร้อมแสดงความกังวลต่อเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการจัดตั้งสถานบันเทิงครบวงจรที่มีธุรกิจกาสิโนรวมอยู่ด้วยเป็นเครื่องมืออาจไม่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย และมีความเสี่ยงสูง

“การทำเรื่องบ่อนกาสิโนเป็นเรื่องยาก มีหลายปัจจัยที่ต้องคำนึง เพราะตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันบ่อนกาสิโนจะเป็นที่หมายปองของอาชญากรรมที่จะมาฟอกเงิน โดยเฉพาะกาสิโนที่มีห้อง VIP เช่นในกรณีของมาเก๊า ก่อนที่รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่จะออกมาตรการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น รายได้ของกาสิโนที่มาเก๊า 75% มาจากห้อง VIP ซึ่งเป็นห้องสำหรับนักเล่นมือใหญ่ ซึ่งที่มาเก๊า มีการใช้ระบบตัวแทนที่เรียกว่า “junket” ทำหน้าที่พาลูกค้ามาเล่น โดยมักให้บริการตั้งแต่การจัดการเดินทาง ที่พัก ไปจนถึงการให้เครดิตหรือวงเงินพนัน

 

“ทั่วโลกมองว่า กาสิโนที่มี junket จะมีปัญหาเรื่องคาบเกี่ยวกับการฟอกเงิน ในมาเก๊าก็เช่นกัน คนที่ถูกพามาเล่นมักเป็นทั้งข้าราชการและนักธุรกิจจากจีน เมื่อรัฐบาลจีนตระหนักว่ากาสิโนในมาเก๊ากลายเป็นช่องทางฟอกเงินของคนที่คอรัปชั่น จึงออกมาตรการห้ามข้าราชการออกไปเล่นการพนัน ส่งผลให้ระบบห้อง VIP ถูกทำลายลง ปัจจุบัน รายได้จากห้อง VIP ในมาเก๊าเหลือเพียง 25% ของรายได้รวม ส่วนอีก 75% มาจากนักท่องเที่ยวทั่วไป ที่เล่นด้วยวงเงินน้อย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ครั้งใหญ่”

รศ.ดร.นวลน้อย อธิบายกลไกการทำงานของห้อง VIP ในกาสิโนและวิธีการฟอกเงินว่า ลูกค้า ห้อง VIP ส่วนใหญ่มักจะมีข้อตกลงบางอย่างกับกาสิโน เพราะว่ามีบริการพิเศษ มีการกำหนดว่าต้องเล่นอย่างน้อยเท่าไหร่ มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ชิปตาย’ คือต้องเล่นให้หมด ส่วนที่เหลือก็แลกเป็นเงินออกไปได้ หากไม่ระวังและให้ความสำคัญกับห้อง VIP ก็จะสุ่มเสี่ยงกับปัญหาเรื่องการฟอกเงิน ซึ่งความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการมีกาสิโนขึ้นอยู่กับการกำกับดูแลเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการควบคุมห้อง VIP ที่เป็นทั้งแหล่งรายได้หลักและความเสี่ยงหลักในการฟอกเงิน หากประเทศไทยจะดำเนินการในเรื่องนี้ ต้องมีมาตรการที่เข้มงวดและโปร่งใสอย่างยิ่ง

 

ทั้งนี้ United Nations Office on Drugs and Crime (UNODC) ได้รายงานเรื่องบ่อนกาสิโน การฟอกเงิน เงินนอกกฎหมายและองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้: ภัยคุกคามซ่อนเร้นและเร่งขยายตัว เมื่อเดือนม.ค. 2567 โดยระบุ กระบวนการฟอกเงินเกิดขึ้นใน 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1. การวางเงิน (Placement) เมื่อเงินถูกโอนเข้าสู่ระบบ การเงินหรือธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย 2. การสร้างระดับขั้นอำพราง (Layering) คือกระบวนการที่เงินถูกแยกจากจากแหล่งที่ผิดกฎหมายเป็นชั้นๆ ทำให้เกิดความยากลำบากสำหรับเจ้าหน้าที่ในการติดตามเส้นทางการเงิน 3. การผสานนำเงินเข้าระบบ (Integration) เมื่อเงินโอนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมายหลังจากการฟอกตัวเงินก็จะกลายเป็นเงินที่ขาวสะอาด และเจ้าหน้าที่ระบุไม่ได้ว่าเงินมีต้นตอมาจากไหน

 

ขณะที่ผลการศึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อปี 2567 ที่ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเปิด Entertainment Complex ว่า ผลกระทบทางบวกที่อาจมีต่อเศรษฐกิจ คือ การดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ มูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทต่อแห่ง เพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล เพิ่มรายได้การท่องเที่ยว เพิ่มรายได้ของธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร และสร้างงาน กระจายรายได้

 

อย่างไรก็ตาม ในด้านผลกระทบทางลบที่อาจมีต่อเศรษฐกิจไทยก็มีเช่นเดียวกัน ได้แก่ เพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจใต้ดิน ทั้งการเลี่ยงภาษี การฟอกเงินผ่านกาสิโน และการพนัน การเติบโตของธุรกิจผิดกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการพนัน ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ที่อาจเพิ่มขึ้น ผลกระทบต่อหนี้สินครัวเรือน และต้นทุนสังคมจากปัญหาการติดพนัน เป็นต้น

 

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงข้อกังวลเรื่องสถานบันเทิงครบวงจรจะเป็นฟอกเงิน หรือสร้างปัญหาทางสังคมตามมานั้น ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการพูดถึงความเสี่ยง หรือผลกระทบทางสังคมมา พร้อมได้มีการวางกลไกเพื่อมาดูแลผลกระทบจากโครงการมาโดยตลอด

 

ขณะที่การลงทุนในโครงการนี้ที่ต้องใช้เม็ดเงินเป็นหลักแสนล้านบาท หากมีปัญหาเรื่องการฟอกเงินจริง หรือไม่ถูกต้องนักลงทุนจะกล้ามาเสี่ยงเรื่องพวกนี้หรือไม่ เพราะหากทำผิดกฎหมายเรื่องการฟอกเงินในไทยเขาก็ต้องยกเลิกใบอนุญาต ผลกระทบทางธุรกิจเขามากกว่านั้น

 

“รัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เราได้มีการพูดถึงความเสี่ยง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทางสังคมมาโดยตลอด และไม่ได้ปิดบังความจริง ขึ้นอยู่กับผู้วิจารณ์ว่าได้มีการอ่านสิ่งที่ผมพูดหมดหรือไม่ หากมีแนวความคิดเป็นอุปสรรคเป็นตัวตั้งต้น ประเทศจะไม่สามารถเดินหน้าได้ ประเทศไทยต้องมีจุดเปลี่ยน ซึ่งโครงการนี้เป็นหนึ่งในนั้นที่เราจะผลักดัน เชื่อว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย” นายจุลพันธ์กล่าว