บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC บริษัทในกลุ่ม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) ผู้บุกเบิกด้านการผลิตผลิตภัณฑ์โอลีโอเคมีในประเทศไทย มีเป้าหมายการเป็นผู้นําอุตสาหกรรมโอลิโอเคิมีและเคมีภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรและยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกร รวมทั้งการดําเนินธุรกิจของบริษัทอย่างยั่งยืนในระดับสากล
GGC ตั้งเป้าหมายลดปริมาณ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง (ขอบเขต 1 และ 2) ลง 20% ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน ขอบเขต 3 ให้ได้ 50 % ภายในปี 2593 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) (ขอบเขต 1 และ 2) ภายในปี 2593
การขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว GGC จึงได้ปรับปรุงกระบวนการทำงานและเร่งปรับตัวให้สอดรับกับปัจจัยแวดล้อม ไม่ให้มีผลกระทบต่อธุรกิจ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน จากการพัฒนาธุรกิจให้เข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตเพื่อให้มีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ พร้อมสร้างการเติบโตผ่านการขยายห่วงโซ่คุณค่าจากธุรกิจปัจจุบันไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง รองรับความต้องการในอนาคตที่เพิ่มขึ้น
นายกฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยว่า บริษัทเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม มีผลิตภัณฑ์หลักประกอบด้วยเมทิลเอสเทอร์ หรือบี 100 ที่นำไปผสมกับนํ้ามันดีเซลพื้นฐาน มีกำลังผลิตติดตั้ง 5 แสนตันต่อปี และเป็นผู้ผลิตแฟตตี้แอลกอฮอล์เพียงรายเดียวในประเทศ ที่นำไปใช้เป็นส่วนผสมหลักในการผลิตเครื่องสำอาง สารลดแรงตึงผิวและเภลัชภัณฑ์ต่าง ๆ มีกำลังการผลิตติดตั้ง 1 แสนตันต่อปี
รวมถึงกลีเซอรีนบริสุทธิ์ซึ่งเป็นสวนผสมที่ใช้อย่างแพร่หลายในเครื่องสำอางและเภสัชภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์พลอยได้อีกหลายประเภท มีกำลังการผลิตติดตั้งกลีเซอรีนบริสุทธิ์ แห่งที่ 1 และแห่งที่ 2 รวม 51,000 ต้นต่อปี อีกทั้งการเข้าร่วมทุนในสัดส่วน 50% ในการผลิตเอทานอล ที่นำไปผสมเป็นแก๊สโซฮอล์ มีกำลังผลิตติดตั้งอีก 1.47 แสนตันต่อปี ซึ่งบริษัทมีรายได้มาจากการจำหน่ายแฟตตี้แอลกอฮอล์ และเมทิลเอสเทอร์ เป็นหลัก
สำหรับการดำเนินงานในปี 2568 GGC จะขับเคลื่อนองค์กรด้วย 3 กลยุทธ์หลัก เพื่อตอบโจทย์แผนการต่อยอดและการลงทุนทางธุรกิจสู่การยกระดับการเพิ่มโอกาสการสร้างรายได้สู่ High Value Product ได้แก่ การยกระดับความสามารถในการแข่งขันเพื่อให้ธุรกิจมีความเข้มแข็ง เพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง การเติบโตในธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการต่อยอดและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงชีวภาพปัจจุบัน การเข้าสู่ธุรกิจเคมีชีวภาพที่มีศักยภาพ และธุรกิจส่วนประกอบอาหารและโภชนเภสัช และการสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจผ่านการดำเนินงานตาม ESG Framework และ BCG Model
พร้อมด้วย 3 Strategic Focuses เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ความท้าทายของตลาดและธุรกิจ ได้แก่
1.การปรับพอร์ตโฟลิโอ จากนโยบายของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี รวมถึงในอีก 2 ปีข้างหน้ารัฐจะยกเลิกการอุดหนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งจะมีผลต่อธุรกิจ BIOFUEL ที่ใช้บี 100 ผสมในนํ้ามันดีเซลและเอทานอลผสมในนํ้ามันเบนซินเป็นแก๊สโซฮอล์ลดลง ทำให้บริษัทต้องเร่งปรับพอร์ตธุรกิจ เพื่อกระจายความเสี่ยงไปสู่ธุรกิจที่สร้างโอกาสการเติบโตให้กับบริษัทมากขึ้น โดยอยู่ระหว่างการศึกษาผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น กลุ่มผู้ลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง (Advanced Biofuel) เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าและตลาดปลายทางให้กับธุรกิจนี้
2.สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ Bio Chemicals ที่ GGC มีขีดความสามารถแข่งขันสูง โดยการขยายตลาดที่ยังมีโอกาสเพิ่มมากขึ้น รองรับการขยายกำลังการผลิต ที่ต่อยอดผลิตภัณฑ์โอลีโอเคมีสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง โครงการ Fatty Alcohol Ethoxylates (FAEO) ผ่านบริษัทร่วมทุนบริษัท ไทย อีทอกซีเลท จำกัด (TEX) เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์สีเขียวด้วยกำลังการผลิต 5 หมื่นตันต่อปี จากปัจจุบันมีกำลังผลิต 1.24 แสนตันต่อปี
3.การเติบโตในแพลตฟอร์มเฉพาะทางด้วยกลยุทธ์ ลดการถือครองสินทรัพย์ (Growth in Specialty Platform with Asset Light Strategy) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์พิเศมากขึ้น โดยจะเห็นว่าปีที่ผ่านมา GGC ได้ต่อยอดธุรกิจเดิมสู่การขยายพอร์ตการลงทุนในธุรกิจเสริมอาหารเพื่อสุขภาพภายใต้แบรนด์ “Nutralist” ผ่านการเปิดตัวผลิตภัณฑ์อาหารเสริม 2 ตัว คือ Astaxanthin และ Probiotic ปี2567บริษัทฯ รับรู้รายได้จากธุรกิจ Food & Nutraceutical จำนวน 101 ล้านบาท
นายกฤษฎา กล่าวว่า จากกลยุทธ์การดำเนินงานดังกล่าว GGC ตั้งเป้าหมายไว้ว่า เมื่อถึงปี 2573 สัดส่วน EBITDA ที่มาจากธุรกิจ BioChemicals จะลดลงเหลือราว 79% จากปี 2567 มีสัดส่วนอยู่ราว 92% และธุรกิจ Biofuels จะมีสัดส่วนลดลงเหลือ 6 % จากปี 2567 อยู่ราว 7 % ขณะที่สัดส่วน EBITDA ที่มาจากผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง หรือ High Value Products จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ในสัดส่วน 15% จากปี 2567 อยู่ที่ราว 1% โดยปี 2567 GGC มี EBITDA ในผลิตเมทิลเอสเทอร์ อยู่ที่ 121 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์แฟตตี้แอลกอฮอล์ 434 ล้านบาท
ล่าสุดบริษัทได้รับการประเมินให้อยู่ใน S&P Global Sustainability Yearbook 2025 จาก S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) เป็นปีที่ 2 อยู่ในลำดับที่ 4 ในกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG เป็นการตอกยํ้าการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ “เป็นผู้นำผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม”
อีกทั้ง ได้รับผลการประเมินดัชนีชี้วัดความยั่งยืน ในระดับ B ซึ่งจัดอยู่ในระดับ Management Level (B Level) โดยบริษัทฯ ได้เข้ารับการประเมินอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 จาก CDP ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกที่มุ่งเน้นการเปิดเผยข้อมูลด้านคาร์บอนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยผลการประเมินในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจของ GGC ที่ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง