จากกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ 30 ชั้น บนถนนกำแพงเพชร 2 ถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 พบว่ามีการทำประกันภัย Contractor All Risk (CAR) มูลค่า 2,241 ล้านบาท โดยมีบริษัทประกันวินาศภัย 4 แห่งร่วมรับประกันตามสัดส่วน ได้แก่ ทิพยประกันภัย 40% กรุงเทพประกันภัย 25% อินทรประกันภัย 25% และวิริยะประกันภัย 10%
ฐานเศรษฐกิจได้ตรวจสอบรายงานฐานะการเงินล่าสุดไตรมาส 3 ปี 2567 ของทั้ง 4 บริษัท เพื่อวิเคราะห์ความพร้อมในการรับมือกับความเสียหายที่เกิดขึ้น:
วิริยะประกันภัยแสดงฐานะการเงินแกร่งในไตรมาส 3/2567 โดยมีเงินกองทุนที่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมดสูงถึง 39,905.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 33,016.84 ล้านบาท ขณะที่มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) อยู่ที่ร้อยละ 198.35 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 177.56 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
บริษัทมีเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมายอยู่ที่ 20,118.10 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทมีการกำหนดนโยบายดำรงเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เพียงพอและเหมาะสม พร้อมทั้งมีการประเมินภาวะวิกฤตเป็นประจำทุกปี จากสัดส่วนการรับประกันที่ 10% คิดเป็นวงเงินประมาณ 224.1 ล้านบาท
ทิพยประกันภัยมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) สูงถึงร้อยละ 222.41 ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2567 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 208.38 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่สำนักงาน คปภ. กำหนดไว้ที่ร้อยละ 140 อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีเงินกองทุนที่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด 7,557.59 ล้านบาท และเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย 3,398.07 ล้านบาท จากสัดส่วนการรับประกันที่ 40% คิดเป็นวงเงินประมาณ 896.4 ล้านบาท
กรุงเทพประกันภัยมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนอยู่ที่ร้อยละ 198.35 ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ร้อยละ 177.56 โดยมีเงินกองทุนที่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด 39,905.03 ล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมายอยู่ที่ 20,118.10 ล้านบาท จากสัดส่วนการรับประกันที่ 25% คิดเป็นวงเงินประมาณ 560.25 ล้านบาท
อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมายอยู่ที่ร้อยละ 198.35 ในไตรมาส 3 ปี 2567 เทียบกับร้อยละ 177.56 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีเงินกองทุนส่วนเกินที่เพียงพอและมีแนวโน้มเติบโตขึ้น
อินทรประกันภัยมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) สูงถึงร้อยละ 434.61 ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2567 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ร้อยละ 334.29 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในกลุ่มบริษัทประกันภัยที่ร่วมรับประกันอาคาร สตง. โดยมีเงินกองทุนที่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด 1,300.48 ล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมายอยู่ที่เพียง 299.23 ล้านบาท จากสัดส่วนการรับประกันที่ 25% คิดเป็นวงเงินประมาณ 560.25 ล้านบาท
จากการวิเคราะห์ฐานะการเงินของทั้ง 4 บริษัทประกันภัยที่ร่วมรับประกันอาคาร สตง. พบว่าทุกบริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนสูงกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนความพร้อมในการรับมือกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่มได้ตามสัดส่วนความรับผิดชอบ
นอกจากนี้ ทั้ง 4 บริษัทยังมีนโยบายในการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) เป็นประจำทุกปี เพื่อประเมินความทนทานของเงินกองทุนภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจว่าบริษัทสามารถรับมือกับความเสียหายขนาดใหญ่ได้
บริษัทประกันภัยเหล่านี้ยังสามารถทำประกันภัยต่อ (Reinsurance) ไปยังผู้รับประกันภัยต่อทั้งในและต่างประเทศได้ ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงและช่วยลดผลกระทบต่อฐานะการเงินของบริษัทโดยตรง ทั้งนี้ การจ่ายเงินชดเชยจะขึ้นอยู่กับการตรวจสอบสาเหตุและประเมินความเสียหายตามเงื่อนไขของกรมธรรม์