รายงานเสถียรภาพระบบการเงินไทยประจำไตรมาส1ปี2566

10 เม.ย. 2566 | 13:39 น.
อัปเดตล่าสุด :10 เม.ย. 2566 | 14:25 น.

ธปท.เปิดรายงานเสถียรภาพระบบการเงินไทยไตรมาส1ปี2566 ชี้ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ –ขณะความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศปรับเพิ่มขึ้น แนะ 3ปัจจัยเสี่ยงต้องติดตามสถานการณ์โลกทั้ง “ สถาบันการเงินในตปท. –การชะลอตัวอสังหาฯ-ความสามารถชำระหนี้ของธุรกิจในต่างประเทศ”

Financial Stability Snapshot

      ​  ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนและภาคส่วนต่าง ๆ ในระบบการเงินมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันสูงเพิ่มสูงขึ้น การติดตามและดูแลเสถียรภาพระบบการเงินจึงต้องเป็นไปอย่างเท่าทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้สามารถ “จับควันให้ไว ดับไฟให้ทัน ป้องกันอย่าให้ลาม” ต้องมีการแจ้งเตือนการสะสมความเปราะบางในระบบได้ทันการณ์ การออกมาตรการควบคุมดูแลความเสี่ยงที่อาจส่งผ่านมาสู่ระบบการเงินไทยอย่างทันท่วงที และ

 

การป้องกันไม่ให้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากจุดเปราะบางดังกล่าวลามไปกระทบระบบการเงินส่วนอื่น ๆ อีกทั้งต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการดูแลระบบการเงินไทยให้มีความเข้มแข็งรวมถึงมีความยืดหยุ่นสามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนในอนาคตได้ดี (Resilient)

 

          การสื่อสารประเด็นความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินที่ทันการณ์จะเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงประชาชน ธปท. จึงได้จัดทำรายงานเสถียรภาพระบบการเงินไทยรายไตรมาส (Quarterly Financial Stability Snapshot)

 

โดยจะครอบคลุมประเด็นความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินที่สำคัญ 8 ด้าน คือ ภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ ภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคธนาคารพาณิชย์ & non-bank ภาคสหกรณ์ ภาคตลาดการเงิน ภาคต่างประเทศ และภาค digital asset เพื่อให้สาธารณชนรับทราบถึงสถานะและความเสี่ยงที่อาจเกิดต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทย

รายงานเสถียรภาพระบบการเงินไทยรายไตรมาส ประจำ  ไตรมาส 1 ปี 2566

 ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ โดยได้รับผลดีจากเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้ ปัญหาสถาบันการเงินในประเทศเศรษฐกิจหลักในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ส่งผลต่อระบบการเงินไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสถาบันการเงินและภาคธุรกิจไทยมีความเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินและสินทรัพย์เสี่ยงที่เกิดปัญหาจำกัด รวมถึงธนาคารพาณิชย์มีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองที่เข้มแข็ง

ความเสี่ยงต่อระบบการเงินไทยจากปัจจัยในประเทศปรับลดลง แต่ยังมีจุดเปราะบางที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

-ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนและธุรกิจที่ฐานะการเงินของบางกลุ่มยังคงเปราะบาง โดยเฉพาะครัวเรือนที่รายได้ฟื้นตัวช้าหรือไม่ฟื้นตัว และธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่ปรับสูงขึ้นและอุปสงค์โลกที่ชะลอลง

ตลาดการเงินไทยยังสามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติด  แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป จากความเชื่อมโยงกับตลาดการเงินโลกที่มีความผันผวนเพิ่มขึ้น จากความกังวลปัญหาสถาบันการเงินในต่างประเทศเศรษฐกิจหลักและทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักมีความไม่แน่นอน

ขณะที่ความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศปรับเพิ่มขึ้น  โดยความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ 

1.ปัญหาสถาบันการเงินในต่างประเทศ

2.การชะลอตัวของอสังหาริมทรัพย์โลก ที่อาจส่งผ่านsecond round effect มาสู่ระบบการเงินไทยและ

3.ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจในต่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบเชิง sentimentต่อตลาดการเงินไทย

​ภาคครัวเรือนยังเปราะบางจากภาระหนี้สูง แม้รายได้เริ่มฟื้นตัวและเงินเฟ้อผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แต่ยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้เปราะบาง โดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มที่รายได้ฟื้นตัวช้า และกลุ่มที่มีหนี้สูง

- ธุรกิจขนาดใหญ่มีความสามารถในการชำระหนี้และทำกำไรลดลง แต่ยังมีสภาพคล่องและฐานะการเงินในภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งนี้ ยังต้องติดตามผลกระทบจากความต้องการซื้อในตลาดโลกที่ชะลอลงต่อภาคการผลิตที่เน้นการส่งออก เช่น เหล็ก แผงวงจรและเซมิคอนดักเตอร์ ยางและพลาสติก รวมถึงติดตามบางบริษัทในกลุ่มก่อสร้าง

- SMEs รายได้ทยอยฟื้นตัว แต่คุณภาพสินเชื่อและฐานะการเงินยังเปราะบางยังต้องติดตามการฟื้นตัวของกลุ่มปิโตรเคมี เหล็ก สิ่งทอ ปิโตรเลียม และขนส่งสินค้า ที่ความต้องการซื้อในตลาดโลกชะลอลง และติดตามความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรม และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

- เพื่อการอยู่อาศัย: ตลาดที่อยู่อาศัยฟื้นตัวต่อเนื่องตามแนวโน้มเศรษฐกิจ ด้านอุปสงค์ชะลอลงบ้างหลังสิ้นสุดการผ่อนคลาย LTV และยังมีความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นกับการฟื้นตัวของผู้ประกอบการ SMEs

- เพื่อการพาณิชย์: อัตราการเช่าของพื้นที่ค้าปลีกปรับดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราการเช่าของพื้นที่สำนักงานแม้จะยังอยู่ในระดับสูง แต่ปรับลดลงจากอุปทานที่สูงขึ้น

- ระบบ ธพ. ยังสามารถสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ ผลประกอบการกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อน COVID-19 โดยระดับเงินกองทุน เงินสำรองและสภาพคล่องยังเข้มแข็ง

- Non-bank ขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ยังมีฐานะอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยังต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อที่เห็นสัญญาณที่ด้อยลง โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ (ที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน)

-สอ. โดยรวมยังคงมีสภาพคล่องเพียงพอรองรับการดำเนินกิจการ อย่างไรก็ดี ต้องติดตาม สอ. บางแห่งที่อาจสะสมความเสี่ยงจากการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจได้รับผลกระทบรุนแรงหากตลาดการเงินมีความผันผวนสูง

-ตลาดการเงิน  แม้ตลาดการเงินโลกมีความผันผวนสูงจากปัญหาภาคธนาคารในต่างประเทศ แต่ตลาดการเงินไทยได้รับผลกระทบจำกัดจากสถานการณ์ดังกล่าว และยังสามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามพัฒนาการในตลาดการเงินโลกและผลกระทบต่อตลาดการเงินไทยอย่างใกล้ชิด

-ด้านต่างประเทศยังเข้มแข็งจากเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงเพียงพอสำหรับการชำระหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดปรับดีขึ้นจากดุลบริการตามรายรับภาคการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ​

-Digital asset มีความเสี่ยงและนัยของเสถียรภาพระบบการเงินไทยโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจากจำนวนบัญชี active account และปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนรายย่อยลดลงต่อเนื่อง แต่ยังต้องติดตามพฤติกรรมการลงทุนที่เกี่ยวข้องต่อเนื่อง เพราะตลาดมีความผันผวนสูง

​>>Download PDF ฉบับเต็ม