คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านดนตรี และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์
(องค์การมหาชน) หรือ CEA เผยศักยภาพของอุตสาหกรรมดนตรีไทยเติบโตต่อเนื่องและเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับโลก สะท้อนจากศิลปินไทยที่ได้รับความสนใจจากตลาดสากล
นายพลกฤต ศรีสมุทร อนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านดนตรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท วายยูพีพี เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด และบริษัท แร็พอิสนาว จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมดนตรีโลกกำลังให้ความสำคัญกับศิลปินจากภูมิภาคใหม่ ๆ มากขึ้น
รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและแนวดนตรีที่น่าสนใจ ศิลปินจากประเทศไทยมีศักยภาพสูง แต่การก้าวสู่ตลาดสากลจำเป็นต้องอาศัยกลยุทธ์ที่รอบด้าน ทั้งการพัฒนาทักษะของศิลปิน เอกลักษณ์ทางดนตรี การสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้ฟังต่างประเทศ และการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอุตสาหกรรมดนตรีระดับโลก
ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันศิลปินไทยให้ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ คือการพัฒนาแนวเพลงและภาพลักษณ์ศิลปินที่โดดเด่น ซึ่งจะช่วยสร้างความแตกต่างในตลาดที่มีความหลากหลายทั้งทางวัฒนธรรมและเสียงดนตรีได้ ต้องมีการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงแฟนเพลงทั่วโลก
โดยเฉพาะผ่านโซเชียลมีเดียและสตรีมมิ่ง ที่สามารถสร้างฐานแฟนเพลงที่มั่นคงในระยะเวลาอันสั้น ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับโปรดิวเซอร์ ค่ายเพลง และเทศกาลดนตรีระดับนานาชาติที่จะช่วยเปิดโอกาสให้ศิลปินได้แสดงผลงานและขยายโอกาสในตลาดสากล ทั้งหมดนี้ทำให้ศิลปินไทยสามารถก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากการสนับสนุนและกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งทั้งในเรื่องศิลปินและวงการดนตรีแล้ว การมีแพลตฟอร์มที่สามารถเติมเต็มช่องว่างและเสริมจุดแข็งในการผลักดันศิลปินได้ด้วย ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การเข้าสู่ตลาดโลกเป็นไปได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะโครงการ Music Exchange ที่นำกลยุทธ์ Push & Pull มาใช้สร้างความน่าสนใจให้วงการเพลงไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยด้าน Push ได้สร้างโอกาสผลักดันศิลปินไทยกว่า 48 ราย ให้ได้แสดงใน 46 เทศกาลดนตรีระดับนานาชาติ รวมกว่า 70 โชว์ โดยนายพลกฤตได้ให้ข้อมูลว่า กิจกรรม Push ในโครงการดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อศิลปินในการไปแสดงผลงานดนตรีและสร้างโอกาสการเชื่อมต่อเชิงธุรกิจในต่างประเทศได้ด้วย เช่น การไปพบสื่อมวลชน
ขณะที่ด้าน Pull มุ่งเชิญชวนผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมดนตรีระดับโลกให้เห็นโอกาสในตลาดไทย
สนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจดนตรีของไทยต่อยอดการสร้างเครือข่ายและขยายตลาด ส่งผลให้เกิดการลงทุนด้านธุรกิจ หรือร่วมงานในอนาคต ผลิตผลงานร่วมกันระหว่างค่ายเพลงไทยและต่างประเทศ รวมถึงการจัดจำหน่ายผลงานในตลาดใหม่
ในปี 2568 Music Exchange ยังคงเป็นโครงการต่อเนื่องซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ร่วมกับ CEA เดินหน้าสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและปรับปรุงโครงการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นายพลกฤต กล่าวต่อว่า ในฐานะหนึ่งในอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านดนตรีมองว่าความสำเร็จของโครงการ Music Exchange ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมดนตรีไทยในการก้าวสู่เวทีโลก
และยังคงต้องดำเนินการผลักดันอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเผยถึงทิศทางการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการฯ ในอนาคต นอกจากการสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมดนตรีของไทยในต่างประเทศแล้ว ยังคณะอนุกรรมการฯ ยังมุ่งเน้นส่งเสริมในด้านธุรกิจดนตรีอื่น ๆ ในประเทศด้วย
โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎหมายลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาด้านดนตรีและธุรกิจบันเทิงในกลุ่มคนรุ่นใหม่เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญรอบด้าน ตั้งแต่การสร้างสรรค์ผลงาน การบริหารจัดการ ไปจนถึงการตลาดดิจิทัล
นอกจากนี้ ยังมีแผนการสร้างสภาพแวดล้อม (Ecosystem) ที่เอื้ออำนวยต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดนตรีด้วย เช่น การจัดทำฐานข้อมูลด้านดนตรี และ Music Awards เป็นต้น พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมดนตรีของภูมิภาคอย่างแท้จริง