โรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา จัดว่าเป็น “ ธีม โฮเทล” แห่งแรกในประเทศไทย บนพื้นที่ 43 ไร่เศษในเมืองพัทยาซึ่งเกิดจากไอเดียของ“สุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์” ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการบริษัทโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ที่นำคอนเซ็ปต์จากเซ้าท์แอฟริกา และสหรัฐอเมริกามารวมกัน
เนรมิตโรงแรมแห่งนี้ให้กลายเป็นคอนเซ็ปต์ “Lost World” โรงแรมแห่งนี้เปิดให้บริการรับนักท่องเที่ยวมาตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนปี2552และล่าสุดโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราได้เปิดตัวโฉมใหม่ของโรงแรมแห่งนี้หลังจากเดินหน้ารีโนเวท แล้วเสร็จ 100 % แล้ว
“จุไรรัตน์ มงคลวงศ์สิริ” รองประธานฝ่ายขาย โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เปิดเผยว่า ล่าสุดโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ได้เปิดตัวโฉมใหม่ “เซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา” หลังดำเนินการปรับปรุงครบทั้ง 100 % แล้ว โดยนักท่องเที่ยวที่มาพักที่นี่ จะเป็นกลุ่มที่มาพักได้ทุกวัน ทุกเจนเนอเรชั่น
โดยเฉพาะจุดเด่นของโรงแรมที่มีหน้าหาดยาว 300 เมตร ก็เป็นจุดขายที่ดี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวยุโรป รัสเซีย จะชอบทะเลมาก มีกิจกรรมเอ้าท์ดอว์หลากหลาย คนจะชอบมาเล่นน้ำโดยเห็นทะเล ซึ่งเป็นจุดขายของโรงแรม
โรงแรมนี้มาในคอนเซ็ปต์ Lost World ทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วตื่นเต้นเหมือนเป็นอีกโลกหนึ่งสนุกไปกับสวนน้ำ ชายหาด กิจกรรมต่างๆ และทุกห้องเป็นซีวิวทั้ง 555 ห้องด้วยความที่โรงแรมแห่งนี้ เป็น ธีมโฮเทลแห่งแรกของไทย และตั้งอยู่ในพัทยา ในโลเคชั่นเดิมที่เคยเป็นโรงแรมเซ็นทรัล วงศ์อมาตย์ พัทยา
ตอนนั้นโรงแรมมีห้องวิลล่าเยอะมาก มีลูกค้ายุโรปมาก ซึ่งเขาไม่อยากให้เราปิดโรงแรมนี้ แต่คุณสุทธิเกียรติต้องการเปลี่ยนให้เป็นธีมโฮเทลพอทำออกมาแล้วเสร็จนักท่องเที่ยวก็ว๊าวหลายคนมาเที่ยวแล้วก็กลับมาเที่ยวซ้ำ
ทั้งยังทำให้โรงแรมแห่งนี้ได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของเมืองพัทยา จากแหล่งท่องเที่ยวสำหรับผู้ชาย กลายไปเป็นเดสติเนชั่นสำหรับครอบครัว หลังจากเราเปิดโรงแรมแห่งนี้มาได้เพียง 5 ปี ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวมาเที่ยวพัทยามากขึ้นต่อเนื่อง จากเดิมที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะไปเที่ยวหัวหิน ชะอำเป็นส่วนใหญ่
ทั้งยังจะเห็นได้ว่าหลังจากเราเปิดโรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา ก็จะเห็นว่าจากนั้นก็มีบริษัทเอกชนหลายราย หันมาเปิดธุรกิจในคอนเซ็ปต์ที่เน้นเจาะตลาดแฟมมิลี่ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งสวนน้ำ สวนสนุก และตลาดน้ำและเรารู้สึกภูมิใจที่ได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของพัทยาให้เด็กๆและกลุ่มครอบครัวเลือกที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวพัทยาเพิ่มขึ้น
อีกทั้งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทางเมืองพัทยาได้จัดอีเวนต์ และกิจกรรมด้านเอนเตอร์เทนเมนต์จำนวนมาก โดยเฉพาะด้านดนตรี และกีฬา มุ่งสู่การเป็นฮับด้านอีเวนต์ เช่น งานเทศกาลพลุนานาชาติ พัทยา ทั้งยังเดินทางได้สะดวก จากสนามบินสุวรรณภูมิใช้เวลาเพียง 1.30 ชั่วโมง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้นักลงทุนเข้ามาสร้างโรงแรมในพัทยามากขึ้นเพื่อรองรับดีมานด์ โดยเฉพาะโรงแรมเชนต่างชาติ
ทำให้พัทยาภาพลักษณ์ใหม่ พรีเมียม เดสติเนชัน เรียกได้ว่าผ่านมาครึ่งทางแล้วในตอนนี้ ดูได้จากตลาดนักท่องเที่ยวซาอุดีอาระเบียที่เคร่งมากๆ ยังเลือกมาพัทยา แต่ก็มีบางประเทศที่ยังไม่ยอมมา เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ที่อาจมองว่าภาพลักษณ์พัทยาไม่ค่อยดีนัก การเปลี่ยนความรู้สึกนักท่องเที่ยวจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาอีกทั้งปัจจุบันมีซัพพลายห้องพักจากโรงแรมเปิดใหม่ในพัทยาเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20% เมื่อเทียบกับปี 2562 ก่อนโควิดระบาด มีโรงแรมระดับ 3-4 ดาวเพิ่มขึ้น รวมถึงการลงทุนของโรงแรมระดับ 5 ดาว
อย่างไรก็ตามเมื่อคู่แข่งในพัทยามีมากขึ้น เค้กก้อนใหญ่ขึ้น เครือเซ็นทาราต้องเร็ว ตอบสนองได้ไวกับพฤติกรรมของลูกค้า และคู่แข่ง เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งมากกว่า และคอยติดตามสถานการณ์ของนักท่องเที่ยวจากตลาดต่างๆ พร้อมดึงลูกค้าประเทศใหม่ๆ เข้ามา เช่น ลูกค้าจากซาอุดีอาระเบีย เดิมมองว่าพัทยาเป็นเดสติเนชันไม่เหมาะกับเด็ก
แต่ปัจจุบันลูกค้าเปลี่ยนความคิดที่มีต่อพัทยาว่าไม่เหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน เลือกเข้าพักโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา มากขึ้น ด้วยมองว่าเป็นธีมโฮเทลที่เหมือนหลุดไปโลกอีกใบ ประกอบกับทางรัฐบาลได้ฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับซาอุดีฯ เมื่อต้นปี 2565 นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรงแรมแห่งนี้ได้ลูกค้าชาวซาอุดีฯ มากขึ้น
ปัจจุบันโรงแรมแห่งนี้มีสัดส่วนลูกค้าตลาดในประเทศ (รวมคนไทย และเอ็กซ์แพตชาวต่างชาติ) มากอันดับ 1 ราว 35-40% รองลงมาเป็นนักท่องเที่ยวรัสเซีย จีน เกาหลีใต้ และอินเดีย แม้โครงสร้างลูกค้า 5 อันดับแรกจะคล้ายกับโรงแรมอื่นๆ ในพัทยา แต่โรงแรมนี้ได้ลูกค้าตะวันตกทั้งยุโรป และสหรัฐมากกว่า โดยเฉพาะช่วงไฮซีซันนี้ ด้วยจุดขายกิจกรรมเอาต์ดอร์ ทำให้ลูกค้ายุโรปชอบมาก และกลับมาพักซ้ำ
อีกทั้งจากความสำเร็จของ “มิราจ”ซึ่งมีคาแร็กเตอร์และคอนเซ็ปต์ของโรงแรมที่ชัดเจนที่มีบริการที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวมีสวนน้ำและบริการต่างๆที่รองรับตลาดกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดีทำให้วันนี้มีผู้ลงทุนโรงแรมหลายราย อยากให้จะเรานำคอนเซ็ปต์ของ“มิราจ” มาใช้ในการบริหารโรงแรมให้ ภายใต้แบรนด์ต่างๆของเซ็นทารา
อาทิเซ็นทาราแกรนด์ หรือ เซ็นทาราเพราะประทับใจคอนเซ็ปต์ของมิราจซึ่งปัจจุบันคอนเซ็ปต์มิราจ มีการนำไปบริหารโรงแรมในต่างประเทศแล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่ เวียดนาม ดูไบ และมัลดีฟส์แสดงถึงการประสบความสำเร็จที่เมื่อพูดถึงมิราจ ก็จะนึกถึงเซ็นทาราที่ไม่เหมือนใคร
สำหรับกลุ่มลูกค้าของโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา นอกจากกลุ่มตลาดเลเชอร์แล้ว เราก็มองไปยังกลุ่ม Bleisure(นักธุรกิจ+เลเชอร์) เนื่องจากใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ และมีกลุ่มบริษัทมาจัดทีมบิวดิ้ง มาจัดกิจกรรมต่างๆในพื้นที่ต่างๆของโรงแรมได้มากมาย รวมถึงกลุ่มไมซ์ เข้ามาจัดงาน
อีกทั้งเมื่อปรับปรุงโรงแรมแล้วเสร็จ ก็ทำให้โรงแรมสามารถตั้งราคาขายห้องพักได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30 % จากก่อนรีโนเวทโรงแรม และทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าคุ้มค่าโดยอาจรวมอาหารให้บางมื้อ ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกมาพักที่นี่ไม่อยากไปไหน เพราะมีบริการครบ ห้องอาหารก็หลากหลายมีกิจกรรมให้เล่นมากมาย
สำหรับอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา ในทุกวีคเอนท์ วันหยุดสุดสัปดาห์ จะอยู่ที่ 90-100 % แต่เฉลี่ยทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 80% ประเมินว่าราคาขายห้องพักเฉลี่ย จะอยู่ที่ 6,000-10,000 บาท เพิ่มขึ้น 30 % จากก่อนเกิดโควิด-19 ซึ่งมีอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยอยู่ที่ 5,000-8,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ เตรียมขยายตลาดแบรนด์โรงแรมระดับอัลตร้าลักชัวรี 6 ดาว “เซ็นทารา รีเซิร์ฟ” เปิดให้บริการแห่งแรกบนเกาะสมุยเมื่อปลายปี 2564 รุกจับนักท่องเที่ยวกลุ่มมีศักยภาพใช้จ่ายสูง โดยมีแผนเปิดแบรนด์แห่งที่ 2 ในกระบี่ ด้วยการรีแบรนด์จากโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า กระบี่ และขยายแบรนด์ เซ็นทารา รีเซิร์ฟ ไปยังเดสติเนชันอื่นๆ เช่น ภูเก็ต อีกด้วย
นายชัยพันธุ์ ทองสุธรรม ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา กล่าวว่า โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ได้ใช้งบลงทุนกว่า 1,400 ล้านบาท ในการปรับปรุงโรงแรมใหม่ หลังจากทยอยปิดโรงแรมไป เพื่อรีโนเวทในปีที่ผ่านมา
โดยได้ปรับปรุงแล้วเสร็จไปเมื่อเดือนธันวาคม 2567 ทั้งในส่วนของโปรดักซ์และสิ่งอำนวยความสะดวกของโรงแรมมีการอัพเกรดให้สนุกมากขึ้นทันสมัยและเจาะกลุ่มได้ทุกตลาด
ไม่ว่าจะเป็นเลซี่ ริเวอร์ จะมีความแรงของกระแสน้ำวนมากเดิม มีสไลเดอร์ ที่ใหญ่กว่าเดิม และมีสไลเดอร์ถึง 3 ตัว การสร้างน้ำตกจำลองเพื่อหวังสร้างจินตนาการทำให้การนั่งห่วงยาง ในเลซี่ ริเวอร์ เหมือนอยู่ในจูราสสิค ปาร์ค มีน้ำตกลงมา
ส่วนกลางคืนก็จะมีไฮไลท์การแสดงโชว์ The Volcano ประกอบแสงสีเสียงที่ทำให้เหมือนภูเขาไฟอยู่ใต้น้ำที่รอวันปะทุอีกด้วย
การจัดกิจกรรมที่ถูกดีไซน์มาเพื่อเด็กๆและครอบครัวในการใช้เวลาร่วมกันไปถึงเกมส์ หรือกิจกรรมทีมบิวดิ้งต่างๆ ซึ่งเราจะมีทีมงานต่างชาติ ถึง 6 คน มาทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพื่อจัดกิจกรรมทุกวันในการสร้างประสบการณ์ดีๆในการพักผ่อน โดยเรายังเน้นกลุ่มลูกค้าจะเป็นกลุ่มตลาดลักชัวรี นักท่องเที่ยวกลุ่มเลเชอร์หรือพักผ่อนทั่วไป ตลาดเบลเชอร์ (Bleisure) ผสมผสานการทำธุรกิจ และพักผ่อนไว้ในทริปเดียว ได้ลูกค้าหลายบริษัทมาจัดทีมบิลดิ้ง กิจกรรมไมซ์ (MICE : การประชุม เดินทางเพื่อเป็นรางวัล สัมมนา และแสดงสินค้า) จากจุดเด่นของโรงแรมที่มีพื้นที่อินดอร์ และเอาต์ดอร์รองรับการจัดกิจกรรมหลากหลาย เช่น ห้องคอนเวนชัน รองรับงานเลี้ยงค็อกเทล 1,000 คน และจัดประชุมได้สูงสุด 800 คน
“การปรับปรุงโรงแรมในครั้งนี้เราได้แก้ไขและปรับเปลี่ยน โดยศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าที่มาใช้บริการ ว่ารู้สึกอย่างไร ใช้ดาต้าเบสที่มี ทำให้รู้ว่าจะต้องปรับอย่างไร เพื่อให้นักท่องเที่ยวพอใจ ทั้งในส่วนของสวนน้ำ กิจกรรมต่างๆ รวมไปถึงห้องพักทั้ง 555 ห้อง มีการเปิดเช็คอินสำหรับเด็ก หรือต่อไปในอนาคต ก็เปิดให้นักท่องเที่ยวที่มาก่อนเวลาเช็คอิน นำกระเป๋ามาฝากและเที่ยวในสวนน้ำของโรงแรมได้ก่อน สำหรับลูกค้าในห้องสวีท เป็นต้น”
โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา ยังคง Lost World แต่ดูทันสมัย และสนุกสนานเพิ่มขึ้นนักท่องเที่ยวจะได้พบโลกแห่งความหรรษาอย่างเต็มรูปแบบผ่านสวนน้ำใหม่ทั้ง 4 โซน ทั้งเกาะภูเขาไฟอันน่าตื่นเต้น,เครื่องเล่นสไลเดอร์ขนาดยักษ์,สวนน้ำท่ามกลางป่าอันอุดมสมบูรณ์และป่าหมอกอันน่าค้นหาโดยสวนน้ำใหม่ ทั้ง 4โซน ประสบการณ์ผจญภัย 4 รูปแบบอย่างน่ามหัศจรรย์
นอกจากนั้นยังมีสวนสนุกลอสต์ เวิล์ด แอดเวนเจอร์ แลนด์ (Lost World Adventure Land) ตั้งอยู่ใจกลางรีสอร์ท ซึ่งเป็นดินแดนสวรรค์สำหรับเด็กๆและครอบครัว ที่ชอบการผจญภัย โดยเด็กๆจะเพลิดเพลินและตื่นตาตื่นใจไปกับการบินลาดผาดโผนเหนือจินตนาการท่องไปตามเส้นทางท่ามกลางธรรมชาติ
การผจญภัยกลางแจ้งของเครื่องเล่นสกายไรเดอร์และสกายเทรลที่ส่งเสริมความกล้าของเด็กๆในการปีนป่ายผจญภัยบนเชือก อีกทั้งสนามเด็กเล่นที่ประกอบไปด้วยสไลด์เดอร์, เครื่องเล่นกระโดด, แพเชือก และหลุมล่าหากระดูกไดโนเสาร์ เป็นต้น
ขณะที่ห้องอาหารหลากหลายสัญชาติ โดยหนึ่งในไฮไลท์ห้องอาหาร คือ โคสต์บีชคลับและบิสโทร บีชคลับริมหาดในบรรยากาศสุดชิล ที่มาพร้อมเลานจ์และดาดฟ้าดีไซน์ใหม่สำหรับการมานั่งสังสรรค์หรือผ่อนคลายอย่างสบายๆ รวมถึงห้องอาหารญี่ปุ่น
นอกจากนั้นในรีสอร์ทยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ สำหรับครอบครัวอย่างครบครัน อาทิ “แคนดี้สปา” สปาสำหรับเด็ก และ “สปา เซ็นวารี” สำหรับผู้ใหญ่ เป็นต้น