พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หลาย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ว่า ผู้ชายเมียนมา ทุกคน อายุระหว่าง 18 - 35 ปี จะต้องสมัคร เป็นทหารในกองทัพ เป็นเวลาสองปี หลังจากที่กองทัพเมียนมาสูญเสียฐานที่มั่นและดินแดนหลายส่วนให้กับกองกำลังติดอาวุธต่อต้านรัฐบาลทหารในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
คำประกาศดังกล่าวเมื่อเดือนก.พ.ทำให้มีชาวเมียนมามากกว่า 100,000 คนเดินทางออกนอกประเทศเพื่อเลี่ยงการเป็นทหาร อ้างอิงจากรายงาน Burmese Affairs and Conflict Study เมื่อปี 2566
ทั้งนี้ สำนักข่าวเรดิโอ ฟรี เอเชีย (Radio Free Asia: RFA) ภาคภาษาพม่า รายงานอ้างอิงการให้สัมภาษณ์ของปลัดกระทรวงแรงงานเมียนมาว่า คำสั่งล่าสุดที่ห้ามพลเมืองเทียนมาเพศชายเดินทางไปทำงานในต่างประเทศนี้ เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2567 และจะใช้ต่อเนื่องไปอย่างไม่มีกำหนด
อย่างไรก็ตาม ผู้ชายที่ลงทะเบียนไปทำงานในต่างประเทศไว้ก่อนสิ้นเดือนเมษายน 2567 จะได้รับการยกเว้น
องค์การแรงงานระหว่างประเทศประเมินว่า มีพลเมืองเมียนมามากกว่า 4 ล้านคนทำงานอยู่ในต่างประเทศ และในจำนวนนี้ คาดว่าราว 2 ล้านคนทำงานอยู่ในประเทศไทย แต่มิได้ระบุว่ามีผู้ชายในอัตราส่วนมากน้อยเพียงใด
รายงาน Burmese Affairs and Conflict Study ซึ่งเป็นการศึกษาเกี่ยวกับความขัดแย้งและกิจการภายในประเทศเมียนมา ชี้ว่า รัฐบาลทหารเมียนมาได้บังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารฉบับใหม่แล้วในเมืองต่าง ๆ 224 แห่งทั่วประเทศ และมีชายหนุ่มราว 5,000 คนที่ถูกส่งไปยังค่ายฝึกทหารต่าง ๆ จนถึงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
นายจอว์ ติน จอว์ (Kyaw Htin Kyaw) รองประธานสมาพันธ์จัดหางานข้ามประเทศในเมียนมา (Myanmar Overseas Employment Agencies Federation) กล่าวกับ RFA ว่า คำประกาศของรัฐบาลทหารไม่เพียงสร้างความท้าทายให้แก่ผู้ที่ต้องการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังสร้างความยุ่งยากมากขึ้นให้กับบรรดาบริษัทจัดหางานด้วย
ชาวเมียนมาผู้ใช้แรงงานหลายคนที่มีแผนจะเดินทางไปต่างประเทศกล่าวกับสื่อว่า พวกตนต้องตกค้างและทำอะไรไม่ได้หลังจากมีคำประกาศนี้ออกมา ในขณะที่สภาพความเป็นอยู่ในเมียนมาเองก็เต็มไปด้วยปัญหาเศรษฐกิจจากความขัดแย้ง สงครามกลางเมือง และการจัดการที่ผิดพลาดของบรรดาผู้บริหารประเทศ
ทั้งนี้ เมื่อวันแรงงานสากลซึ่งตรงกับวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา พลเอกมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา กล่าวว่า แรงงานคือส่วนสำคัญสำหรับเมียนมา และรัฐบาลจะใช้ “มาตรการที่จำเป็น” ในการปกป้องสิทธิของแรงงานเหล่านั้น
ข้อมูลอ้างอิง