ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเป็น "ศูนย์กลางการเงินระดับภูมิภาค" (Financial Hub) หลังจากที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 เห็นชอบในหลักการร่าง พ.ร.บ. ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. .... ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญเพื่อผลักดันไทยขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในเศรษฐกิจโลก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ
การจัดตั้งศูนย์กลางการเงินในไทย ไม่เพียงแต่ช่วยให้ประเทศสามารถแข่งขันกับฮ่องกงและสิงคโปร์ได้ แต่ยังเป็นการวางรากฐานใหม่สำหรับธุรกิจทางการเงินสมัยใหม่ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ ธนาคารพาณิชย์, ธุรกิจหลักทรัพย์, สินทรัพย์ดิจิทัล, ฟินเทค ไปจนถึงธุรกิจประกันภัย
สำหรับ ร่าง พ.ร.บ. ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. .... ประกอบด้วย 9 หมวด 96 มาตรา และ ยกเว้นกฎหมายเดิม 7 ฉบับ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในด้านการกำกับดูแลธุรกิจทางการเงิน
นอกจากนี้ OSA จะทำหน้าที่พิจารณาใบอนุญาตธุรกิจทางการเงินแบบครบวงจร เช่น ธนาคารพาณิชย์, ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล, การชำระเงินข้ามพรมแดน และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายในการแข่งขันดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ เมื่อฮ่องกงและสิงคโปร์ครองตลาดการเงินในเอเชีย การเดินหน้าจัดตั้ง Financial Hub ของไทย จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างฐานการเงินใหม่ที่สามารถเข้าถึงตลาด CLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา, เวียดนาม) ได้ดีกว่าสิงคโปร์
โดยในปัจจุบันมีหลายประเทศที่มีการจัดตั้งหน่วยงานกลางทางการเงินขึ้นมาเพื่อดูแลการดำเนินธุรกิจการเงินและธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งภายในประเทศ และการลงทุนข้ามชาติ โดยสิงคโปร์ ถือเป็นประเทศที่สำเร็จในด้านนี้อย่างชัดเจนจนกลายเป็นผู้นำด้านฟินเทคและการเงินระดับเอเชีย และเป็น "ศูนย์กลางการเงินระดับโลก" (Global Financial Hub) ที่สามารถดึงดูดการลงทุนอย่างมหาศาล
โดยสิงคโปร์จัดตั้ง สถาบันการเงินดิจิทัลแห่งเอเชีย (Asian Institute of Digital Finance - AIDF) ขึ้นในปี 2024 โดยมีหน่วยงานกำกับดูแลการเงินที่แข็งแกร่ง อย่าง ธนาคารกลางสิงคโปร์ Monetary Authority of Singapore (MAS) กำกับดูแล
ซึ่งการดำเนินการนี้ทำให้เกิดการลงทุนในฟินเทค กว่า 3,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสถาบันการเงิน กว่า 1,200 แห่งตั้งอยู่ในสิงคโปร์ มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทษ (FDI) ในภาคการเงินและประกันภัย คิดเป็น 54% ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั้งหมด และพวกเขายังใช้นโยบายภาษีที่ดึงดูดนักลงทุน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรที่พร้อมรองรับธุรกิจการเงินระดับโลก ทำให้เมืองแห่งนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักลงทุนในภาคการเงิน
ต่อมาคือ Dubai International Financial Centre (DIFC) ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นหนึ่งใน ศูนย์กลางการเงินที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยใช้โมเดลเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีระบบกฎหมายเป็นอิสระจากกฎหมายของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีการยกเว้นภาษีนิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อดึงดูดการลงทุน มีศาลเฉพาะของ FIDF ทำให้สามารถสร้างกฎระเบียบที่ดึงดูดธุรกิจการเงินระดับโลกเข้ามาได้
ในปี 2566 มีบริษัทที่จดทะเบียนใน DIFC 5,523 แห่ง เพิ่มขึ้น 26% จากปีที่ผ่านมา รายได้ของ DIFC กว่า 272 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดึงดูดสถาบันการเงินระดับโลก เช่น JP Morgan, Citibank, HSBC, Standard Chartered
ปิดท้ายด้วย มาเลเซีย มีการตั้งศูนย์กลางการเงินนอกชายฝั่ง Labuan Financial Services Authority (Labuan FSA) ที่เติบโตต่อเนื่อง ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเงินนอกชายฝั่ง (Offshore Financial Centre) ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนและธุรกิจการเงินสามารถดำเนินธุรกิจได้ภายใต้กฎหมายที่เอื้อต่อการเติบโต ปัจจุบันมีบริษัททางการเงินกว่า 870 แห่ง มูลค่าทรัพย์สินในระบบการเงิน 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเคยได้ได้รับรางวัล "Best International Jurisdiction for Islamic Banking and Finance 2024"