นายแอนดี้ ชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย (ประเทศไทย) คาดการณ์ว่าตลาดรวมสินค้าตกแต่งบ้านและซ่อมแซมบ้านในปีนี้ มีแนวโน้มขยายตัว สืบเนื่องจาก กำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศไทยที่แข็งแกร่งโดยปีนี้ตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 195 สาขาทั่วประเทศ ใช้งบลงทุนรวม 2,000 ล้านบาท
นายแอนดี้ ชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย (ประเทศไทย)
มิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย เติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยปีละ 28% สะท้อนถึงศักยภาพของธุรกิจและความต้องการของผู้บริโภคในประเทศไทย ซึ่งในปี 2568 ตั้งเป้าเปิดสาขาเพิ่มอีก 196 สาขา ส่งผลให้มีสาขาเปิดให้บริการในประเทศไทยรวม 1,130 สาขา และยังเป็นครั้งแรกที่มิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย บรรลุเป้าหมาย "ครบพันสาขา"
อีกทั้งมุ่งมั่นขยายสาขาครอบคลุมทุกจังหวัดในประเทศไทย โดยปัจจุบันยังมี 4 จังหวัดที่ยังไม่มีสาขา ได้แก่ ระนอง พังงา ยะลา และแม่ฮ่องสอน นอกจากนี้ยังได้เตรียมขยายช่องทางการตลาดออนไลน์ โดยมุ่งเป้าเจาะกลุ่มลูกค้าทุกกลุ่มผ่านแพลตฟอร์มใหม่ 2 แห่ง ได้แก่
1. Lazada
2. TikTok:
แม้ยอดขายจากช่องทางออนไลน์ใหม่ยังไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับยอดขายรวม แต่สะท้อนถึงโอกาสทางการตลาดที่เติบโตสูง ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ บริษัทจึงมุ่งมั่นใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มออนไลน์เหล่านี้เพื่อขยายฐานลูกค้า เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล โดยจะเน้นใช้กลยุทธ์นำเสนอสินค้าหลากหลาย ราคาคุ้มค่า มุ่งเจาะทุกกลุ่ม และใช้แคมเปญตามเทศกาลต่างๆ เพื่อดึงดูดลูกค้า
มิสเตอร์.ดี.ไอ. มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 35% ในตลาดรวมค้าปลีกสินค้าตกแต่งบ้านและซ่อมแซมบ้าน ส่วนยอดการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคต่อครั้งจะอยู่เฉลี่ยที่ 180 บาท มีการเลือกซื้อสินค้ารวมประมาณ 4-5 ชิ้นต่อครั้ง โดยส่วนใหญ่ผู้บริโภคมักจะซื้อ เครื่องครัว 36% อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รวมถึงอาหาร-เครื่องดื่ม 19 % และฮาร์ดแวร์ (Hardware) 16% เป็นต้น
สำหรับทำเลจะมุ่งทั้งการเปิดสาขาแบบเดี่ยวและสแตนอะโลน 80% มีขนาดพื้นที่ประมาณ 600-700 ตร.ม. ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ และอีก20% จะเน้นเปิดตามแหล่งโรงเรียนต่างๆ และสาขาในศูนย์การค้า โดยส่วนใหญ่จะเน้นเปิดทำเลที่มีประชากรหนาแน่น เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่าย ในรัศมีประมาณ 3 กิโลเมตร ทำให้มีปัจจุบันมีสาขาในไทยกว่า 934 สาขา
นายแอนดี้ กล่าวว่า เราเห็นศักยภาพของประเทศไทย จึงเร่งขยายสาขาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 สะท้อนถึงความมั่นใจในศักยภาพของเศรษฐกิจไทยที่จะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งหลังสถานการณ์คลี่คลาย
การขยายสาขาในไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นตลาดสำคัญอันดับต้นๆ ของบริษัท ขึ้นแท่นเป็นประเทศที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในต่างประเทศ รองเพียงประเทศมาเลเซียที่มีสาขาอยู่ประมาณ 1,200 แห่ง