thansettakij
แนวทางลดค่าไฟฟ้าต่ำกว่า 4 บาทต่อหน่วย

แนวทางลดค่าไฟฟ้าต่ำกว่า 4 บาทต่อหน่วย

29 มี.ค. 2568 | 00:00 น.

แนวทางลดค่าไฟฟ้าต่ำกว่า 4 บาทต่อหน่วย : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,083 วันที่ 30 มีนาคม - 2 เมษายน พ.ศ. 2568

ในที่สุดคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (สํานักงาน กกพ.) ก็มีมติเห็นชอบค่าเอฟที สําหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2568 คงเดิมที่ 36.72 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วยแล้ว ทําให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เป็น 4.15 บาทต่อหน่วย เท่ากับค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในงวดปัจจุบัน

การตรึงค่าไฟฟ้าดังกล่าว ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) จะยังคงรับภาระต้นทุนคงค้างต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชน มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 คงเหลืออยู่ที่ 57,150 ล้านบาท และ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาช) จะยังรับภาระมูลค่าส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นจริงกับราคาก๊าซธรรมชาติ ที่เรียกเก็บเดือนกันยายน-ธันวาคม 2566 ที่ 15,084 ล้านบาทต่อไป ซึ่งหากทั้ง 2 หน่วยงานนี้ ไม่เข้ามารับภาระจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้างวดเดือนดังกล่าว จะปรับขึ้นถึง 5.16 บาทต่อหน่วย

ที่ผ่านมาภาคประชาชนและภาคธุรกิจ พยายามเรียกร้องให้รัฐบาลรับลดค่าไฟฟ้าลงมา เพื่อลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งทาง กกพ.ก็รับลูก และพยายามเสนอข้อคิดเห็นขึ้นไประดับนโยบาย โดยให้ยกเลิกการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Adder และ Feed-in Tariff (FiT) ซึ่งจะช่วยให้ค่าไฟฟ้าลง 17 สตางค์ต่อหน่วย แต่ก็ยังไร้วี่แววจากรัฐบาลที่จะรับไปพิจารณา

สอดรับผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร ที่ได้ศึกษาแนวทางในการแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพง เสนอไปยังรัฐบาลใน 8 มาตรการ จะสามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ราว 89 สตางค์ต่อหน่วย แต่ก็ยังไม่มีการพิจารณาออกมา อาทิ การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท

 

การทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไขการสนับสนุนการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Adder และ Feed in Tariff (FiT) ในกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) และกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) 

การนำเงินรายได้ค่าภาคหลวงและส่วนแบ่งกำไรของรัฐในส่วนของภาคไฟฟ้า มาลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้แก่ประชาชน แทนการจ่ายให้แก่รัฐโดยตรง

การกำหนดให้หน่วยงานที่ใช้ไฟฟ้าสาธารณะ (Street Lighting) เป็นผู้รับผิดชอบจัดหางบประมาณ มาจ่ายค่าไฟฟ้าเอง การปรับลดอัตราเงินนำส่งคืนรัฐของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งจาก 50% ลดลงเหลือ 20% ของกำไรสุทธิ

การทบทวนสัดส่วนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG แบบสัญญา Long-Term ต่อสัญญาแบบ Spot LNG ให้เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น

ขณะที่ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ชี้ให้เห็นว่า การตรึงค่าไฟฟ้าดังกล่าว ไม่ได้ช่วยลดต้นทุนที่แท้จริง แต่เป็นเพียงการเลื่อนภาระหนี้ออกไปในอนาคต ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นในระยะยาว และอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อทุกภาคส่วน

ดังนั้น การปฏิรูปโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าอย่างเป็นธรรม จึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยการปรับโครงสร้างในระยะสั้น ที่สามารถเริ่มต้นได้ทันทีด้วย 4 ประการที่สำคัญ ได้แก่ เร่งปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงผ่านกลไกตลาด เร่งปรับปรุงโครงสร้างค่าผ่านท่อและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ให้สะท้อนการใช้งานจริง เร่งแยกสินทรัพย์ทางบัญชีของ LNG Terminal 1-3 อย่างชัดเจน และเร่งปฏิรูปหลักการคิดค่าความพร้อมจ่าย หรือ AP ที่เป็นรูปธรรม

จากแนวทางการลดค่าไฟฟ้าดังกล่าว จึงมีความเป็นไปได้ที่ค่าไฟฟ้าจะปรับลดลงมาตํ่ากว่า 4 บาทต่อหน่วยได้ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะเลือกแนวทางไหน นำไปพิจารณา