thansettakij
ซื้อหนี้ประชาชน คำตอบสุดท้าย ในการแก้หนี้ครัวเรือนหรือไม่

ซื้อหนี้ประชาชน คำตอบสุดท้าย ในการแก้หนี้ครัวเรือนหรือไม่

01 เม.ย. 2568 | 22:15 น.
778

ซื้อหนี้ประชาชน ทางออกในการแก้ปัญหาหนี้ หรือจะสะสมปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจระยะยาว รัฐบาลต้องไม่มองเพียงหวังผลระยะสั้น แต่เป็นต้องเป็นจุดเริ่มต้นฟื้นเศรษฐกิจ

รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยประกาศให้การแก้หนี้ภาคประชาชนเป็น 1 ใน 10 มาตรการเร่งด่วน แต่ดูเหมือนว่า มาตรการต่างๆ ที่ออกมาจะยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นการลงทะเบียนแก้หนี้นอกระบบ โครงการ คุณสู้ เราช่วย ที่จำนวนคนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการยังน้อยนิด

ยอดล่าสุดจากการรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)พบว่า ณ  15 มี.ค.68 มีคนที่ลงทะเบียนและคุณสมบัติผ่านเกณฑ์​เพียง 4.5 แสนราย ลูกหนี้​คิดเป็น 2​3% ของเป้าหมายที่ 1.9 ล้านราย เป็นเงิน 3.4 แสนล้านบาท คิดเป็น 38% ของเป้าหมายที่ 8.9 แสนล้านบาท 

ล่าสุดจึงมีแนวคิดที่จะรับซื้อภาคประชาชนออกจากระบบทั้งหมด แต่ก็ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า จะดำเนินการอย่างไร ที่จะทำให้หนี้ประชาชนทั้งหมด หรือที่ดูหนี้ครัวเรือนทั้งหมดมีถึง 16.3 ล้านล้านบาทออกจากระบบได้ 

 

เพราะยอดหนี้ครัวเรือนดังกล่าว ไม่เพียงเป็นหนี้ในระบบสถาบันการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหนี้ในสหกรณ์ออมทรัพย์ และหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

ล่าสุด กยศ.ก็ถึงขั้นต้องมาขอใช้งบกลางในรายจ่าย ฉุกเฉินหรือจำเป็นถึง 2,838.65 ล้านบาท เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายและให้เงินกู้กับนักเรียน นักศึกษา เมื่อเงินที่จะหมุนเวียนมาปล่อยกู้จากการชำระหนี้ของลูกหนี้กยศ.ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกมาระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะออกมาในรูปแบบซื้อหนี้เสียหรือ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เหมือนปี 2540 และเป็นมูลหนี้ที่่มีมูลค่าต่ำกว่า 1 แสนบาท

“กลุ่มนี้จะเป็นหนี้เสียที่ค้างเกิน 1 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อบุคคลหรือนำไปใช้อุปโภคบริโภคที่มีวงเงินไม่มาก มีคนที่เกี่ยวข้องประมาณ 3.5 ล้านคนหรือคิดเป็น 65% ของคนที่เป็นหนี้เสีย มีมูลหนี้ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท คิดเป็น 10% ของ NPL” 

ขณะที่เครดิตบูโร หรือ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัดออกมาเปิดเผยตัวเลข ณ เดือนมกราคม 2568ว่า หนี้ในระบบเครดิตบูโร​อยู่ที่ 13.6 ล้านล้านบาท​ ในจำนวนนี้เป็นหนี้เสีย 1.22​ ล้านล้านบาท จำนวน 9.5 ล้านบัญชี คิดเป็น 9% ของยอดหนี้ในระบบเครดิตบูโร และยังมีหนี้ที่กำลังจะเสียหรือ หนี้ที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) อีก 5.8 แสนล้านบาท จำนวน 1.9 ล้านบัญชี คิดเป็น 4.3% ของยอดหนี้ในระบบเครดิตบูโร 

ซื้อหนี้ประชาชน คำตอบสุดท้าย ในการแก้หนี้ครัวเรือนหรือไม่

นอกจากนั้น มีหนี้ที่เคยเสียไปแล้ว นำมาปรับโครงสร้างหนี้อีก​ 1 ล้านล้านบาท จำนวน 3.7 ล้านบัญชีครับ และยังหนี้
ที่เริ่มค้างชำระหรือเริ่มมีปัญหายังไม่เกิน​ 90วัน แต่แบงก์เร่งนำมาปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน เพื่อให้กลับมาเป็นหนี้ปกติอีก
9.2 แสนล้านบาท จำนวน​ 1.7 ล้านบัญชี 

ปัญหาหนี้ต่างๆ เหล่านี้ สะท้อน การฟื้นตัวของรายได้ไม่มากพอ​ที่จะรองรับกับภาระหนี้ต่างๆ จนทำให้ภาวะหนี้เข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า วิกฤติและจุดเปราะบางเศรษฐกิจ เพราะไม่ว่าจะกระตุ้นมาตรการอะไรถูกออก ก็จะถูกฉุดรั้งด้วยภาระหนี้สินที่มี ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยทำได้ไม่เต็มที่ 

โดยเฉพาะหลังการระบาดของโควิด-19 ที่รายได้ประชาชนหยุดชะงักไป ส่งผลให้หนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ กลุ่มนี้มียอดคงค้าง 2แสนล้านบาท จำนวน 2.9 ล้านบัญชี คิดเป็น 2.2 ล้านลูกหนี้​ 

ประเด็นของการซื้อหนี้ประชาชน ก็ยังมีคำถามตามมาว่า จะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่ว่า รัฐบาลจะไม่ใช้เงินเลยสักบาท หรือใช้เงินให้น้อยที่สุด ทั้งการเปิดให้บริษัทบริหารสินทรัพย์หรือ AMC ของรัฐดำเนินการแทน หรือ การเปิดให้ AMC เอกชนดำเนินการ 

รูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น AMC รัฐ หรือ AMC เอกชน ปัจจุบันต่างก็ดำเนินการอยู่แล้ว เพียงแต่จะติดขัดเรื่องราคา และเงินทุนในการรับซื้อหนี้เหล่านั้น จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า ณ ไตรมาส 4 ปี 2567 มีจำนวนบริษัท AMC ในระบบถึง 87 แห่ง มีการรับซื้อหรือรับโอนหนี้ 275,960 สินทรัพย์รอการขาย 68,035 แต่ที่แอคทีฟจริงๆ มีเพียง 5-6 แห่งเท่านั้น 

ดังนั้น หากจะให้ AMC เอกชนที่จะเข้ามารับซื้อหนี้เหล่านี้ จะมี “ศักยภาพทางการเงิน” และ “เครื่องมือจัดการ” มีประสิทธิภาพมากพอหรือไม่ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยืนยันว่า การเข้าไปซื้อหนี้ครั้งนี้ จะใช้งบน้อยที่สุด เพราะยังมีเงินที่ใช้ไม่หมดจากโครงการคุณสู้ เราช่วย 2-3 หมื่นล้านบาทที่กันมาจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF)

"การเข้าไปซื้อก็จะใช้เงินไม่เยอะ อาจจะขอซื้อจากแบงก์ในราคา 1% ของมูลหนี้เสียเท่านั้น เพราะสถาบันการเงินตั้งสำรองเผื่อหนี้สูญไปครบถ้วนแล้ว"นายพิชัยระบุ 

ความสำเร็จของนโยบายนี้ อยู่ที่การจัดหาแหล่งเงินทุน ขณะที่การบริหารหนี้รายย่อย ซึ่งมีจำนวนมาก เป็นจุดแตกต่างกับการแก้ปัญหาสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มีการบริหารหนี้เสียผ่านการขายให้กับ AMC อยู่แล้ว 

แม้การ "ซื้อหนี้ประชาชน” จะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตของประชาชนและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่คำถามที่ตามมา รัฐบาลจะวางกลไกให้เป็นการแก้หนี้ระยะยาว ไม่ใช่หวังเพียงผลระยะสั้น แต่สร้างภาระต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

 

วิเคราะห์ หน้า 8 หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,082 วันที่ 27 - 29 มีนาคม พ.ศ. 2568