"หอยนางรม" ทายาทรุ่น3 คืนสังเวียนน้ำปลาหมื่นล้าน รุกตลาดรอบ 28 ปี

26 ก.พ. 2568 | 18:02 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ก.พ. 2568 | 18:11 น.

"น้ำปลาแท้ตราหอยนางรม" ก้าวสู่ปีที่88 ทุ่มงบการตลาด 30 ล้าน ตั้งเป้าเพิ่มรายได้แตะ 1,000 ล้าน ภายใน3 ปี ชิงเค้กมูลค่าตลาดน้ำปลาหมื่นล้าน! รุกขยายฐานลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ขยายไลน์ธุรกิจเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ปี 2568 กว่า 5 ผลิตภัณฑ์ สยายปีกมากกว่าตลาดน้ำปลา

นายพันธ์ชนะ รัตนประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำปลาพิไชย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำปลาแท้ตราหอยนางรมผู้บริหาร generation รุ่นที่ 3 ของ "ตระกูลรัตนประสิทธิ์" เปิดเผยว่า ปี2568 นี้ ถือเป็นปีที่ครบรอบปีที่ 88 ของธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำปลาที่ คุณปู่พิไชย รัตนประสิทธิ์ ได้เริ่มดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำปลาแท้ขึ้นตั้งแต่ปี 2480 โดยเริ่มจากการผลิตเพื่อจำหน่ายภายในจังหวัดชลบุรีและภาคตะวันออก

\"หอยนางรม\" ทายาทรุ่น3 คืนสังเวียนน้ำปลาหมื่นล้าน รุกตลาดรอบ 28 ปี

ซึ่งรุ่นคุณปู่ถือว่าได้เป็นผู้วางรากฐานธุรกิจไว้อย่างแข็งแกร่ง ครองตลาดในภาคตะวันออกมาอย่างยาวนาน  ก่อนที่จะส่งต่อให้คุณพิรณ รัตนประสิทธิ์ คุณพ่อของตน ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 2 เข้ามาบริหารงานต่อ โดยในรุ่นที่ 2 ถือว่าเป็นยุคของการพัฒนา โดยได้มีการลงทุนจำนวนมาก ในการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในการผลิตและบรรจุน้ำปลา โดยมุ่งเน้นความสะอาดและความปลอดภัยของผู้บริโภคพร้อมทั้งขยายตลาดจำหน่ายไปยังทุกภูมิภาคทั่วประเทศ รวมถึงขยายสู่ตลาดโลกมากกว่า 80 ประเทศ เนื่องจากบริษัทได้นำระบบบการจัดการคุณภาพที่ได้มาตรฐานสากล จึงทำให้บริษัทสามารถส่งออกไปจำหน่ายได้ทั่วโลก

ทั้งนี้ บริษัท น้ำปลาพิไชย จำกัด ถือเป็นผู้ผลิตน้ำปลารายแรก ที่ได้รับรองระบบคุณภาพ GMP / HACCP โดยกรมประมง และจากบริษัท SGS (ประเทศไทย)จำกัด รวมถึงระบบคุณภาพ ISO 9001 / BRC ที่ได้การยอมรับจากนานาประเทศ นอกจากนี้ ปัจจุบันบริษัทยังเป็นผู้ผลิตน้ำปลารายแรกที่ห้องปฏิบัติการทดสอบ ได้รับการรับรองระบบ ISO/IEC 17025 จากสำนักงานมาตรฐานห้องปฏิบัติการแห่งประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุขอีกด้วย

\"หอยนางรม\" ทายาทรุ่น3 คืนสังเวียนน้ำปลาหมื่นล้าน รุกตลาดรอบ 28 ปี

นายพันธ์ชนะกล่าวว่า น้ำปลาถือเป็นสารตั้งต้นของอาหารไทย ที่ทุกครัวเรือนต้องมีต้องใช้เพื่อการบริโภคทุกวัน โดยมูลค่าตลาดน้ำปลาในประเทศไทยมีมูลค่าราว 10,000ล้านบาทต่อปี โดยในแต่ละปีมีการเติบโตไม่มาก ทรงๆตัวไม่เกินปีละ 1-2% ซึ่งมีเจ้าตลาดใหญ่ๆไม่เกิน 10 ราย ที่เหลือจะเป็นรายเล็กๆที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยสัดส่วนของตลาดแบ่งเป็นตลาดพรีเมี่ยม 40% ตลาดระดับแมส 40% และตลาดน้ำปลาผสม 20% โดยผู้นำตลาดน้ำปลาที่มีส่วนบ่งการตลาดกว่า 40% คือ แบรนด์ทิพรส

ขณะที่บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดในประเทศราว 5-7%  มียอดขายเติบโตขึ้นทุกปี โดยปี 2565 มียอดขาย 557.30ล้านบาท ปี2566 ยอดขาย 574.81ล้านบาท และล่าสุดปี2567มียอดขาย 601.40ล้านบาท  ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้ของบริษัท 25%มาจากต่างประเทศ อีก 75%มาจากในประเทศ

"การเติบโตของตลาดน้ำปลาในประเทศทรงตัว มีการเติบโตไม่มาก โดยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แบรนด์น้ำปลาแท้ตราหอยนางรม ไม่เคยทำการตลาด เราครองใจผู้บริโภคด้วยคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แต่ปัจจุบันบริษัทจะเริ่มรุกทำการตลาด และทำแบรนด์มากขึ้น เพื่อขยายฐานลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ  เราเห็นโอกาสในการเติบโตอย่างมาก เพราะที่ผ่านมา นอกจากการส่งออกในแบรนด์หอยนางรมแล้ว เรายังรับจ้างผลิตให้แบรนด์น้ำปลาในต่างประเทศด้วย" นายพันธ์ชนะกล่าว 

\"หอยนางรม\" ทายาทรุ่น3 คืนสังเวียนน้ำปลาหมื่นล้าน รุกตลาดรอบ 28 ปี

นายพันธ์ชนะกล่าวต่อว่า ในฐานะที่ตนเข้ามารับหน้าที่บริหารจัดการธุรกิจเป็นรุ่นที่ 3 ได้มุ่งต่อยอดและขยายธุรกิจ โดยนอกจากขยายฐานลูกค้ากับผลิตภัณฑ์กลุ่มเดิมแล้ว  ยังได้ขยายไลน์การผลิต โดยออกผลิตภัณฑ์ใหม่ "น้ำปลาเพื่อคนรักสุขภาพ" เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ และรองรับเทรนด์คนรักสุขภาพ ที่ถือเป็น mega trend หรือ เทรนด์ของโลก ซึ่งได้การตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดี ทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้น

 เช่น ผลิตภัณฑ์ "น้ำปลาตราหอยนางรม ไลท์"  ที่เป็นน้ำปลาเค็มน้อย Low Sodium  น้ำตาล 0% เหมาะสำหรับผู้ต้องการคุมปริมาณน้ำตาลไม่เติม Potassium อีกทางเลือกของผู้ป่วยโรคไต และยังไม่มีส่วนผสมของ Gluten เหมาะสำหรับผู้แพ้ Gluten มีส่วนผสมวิตามินบี 12 ที่ช่วยการทำงานของระบบประสาทและสมอง และ น้ำปลาหอยนางรม สูตร SELECTED ที่ผลิตจากปลา Anchovy แท้ 100% มีกลิ่นคาวน้อยกว่าปลาปกติ,ไม่ใส่ผงชูรส ไม่ใส่สี ไม่ใช้วัตถุกันเสีย , 0% Fat No Cholesterol เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้ขยายผลิตภัณฑ์ "น้ำปลาพริกหอยนางรม" และ "น้ำปลาพริกตราใส้ตัน" ซึ่งทำแบบซองเล็ก สำหรับร้านอาหารตามสั่งรวมทั้งอาหารปรุงสำเร็จที่ขายใน 7-11 ก็ใช้น้ำปลาพริกของเรา ขณะเดียวกันยังมีผลิตภัณฑ์ "น้ำจิ้มซีฟู๊ด"สำเร็จรูปอีกด้วย ซึ่งผลิตภัณฑ์ในส่วนนี้ ปีที่ผ่านมา ทำยอดขายได้ร่วม 100ล้านบาท

ด้านนางสาวพิมพ์ลภัทร เอกอัครินทร์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำปลาพิไชย จำกัด กล่าวถึงเป้าหมายและกลยุทธ์ในการเติบโตของบริษัทว่า  ในระยะยาวบริษัทมีเป้าหมายที่จะนำบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยภายใน 3 ปีข้างหน้า ได้ตั้งเป้าหมายรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 1,000ล้านบาท จากกลยุทธ์การทำการตลาดที่ในปี 2658 ทุ่มงบการตลาด 30 ล้านบาท มากที่สุดในประวัติสาสตร์แบรนด์

\"หอยนางรม\" ทายาทรุ่น3 คืนสังเวียนน้ำปลาหมื่นล้าน รุกตลาดรอบ 28 ปี

เพื่อขยายฐานลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 30-35% ภายใน 2-3 ปีนี้จากปัจจุบันอยู่ที่ 25%โดยจะเข้าไปทำการตลาด "แบรนด์หอยนางรม"ให้มากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม จากเดิมตลาดต่างประเทศ มาจากการส่งออกแบรนด์เราเอง50% อีก 50%เป็นการรับจ้างผลิตหรือ OEM และให้ลูกค้าไปติดแบรนด์เขา และจะมีการเจรจากับซัพพลายเออร์ผู้นำเข้าให้ขยายฐานลูกค้าใหม่ๆในตลาดต่างประเทศมากขึ้น

ขณะที่รายได้ในประเทศ ผลจากการเพิ่มผลิตภัณฑ์ ทั้ง"น้ำปลาพริกหอยนางรม" และ "น้ำปลาพริกตราใส้ตัน" และ "น้ำจิ้มซีฟู๊ด"สำเร็จรูป หลังทำตลาดมาระยะหนึ่งเราเห็นโอกาสทิศทางการเติบโตที่ดี เพราะสะอาดสะดวกต่อผู้บริโภคขณะที่น้ำปลาเพื่อสุขภาพ ซึ่งถือเป็นสินค้าพรีเมี่ยม ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ได้อย่างมาก ยังได้รับการตอบรับที่ดีขึ้นต่อเนื่องจากผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ ที่ใส่ใจสุขภาพ หากเราทำการตลาดให้ผู้บริโภครับรู้มากขึ้น คาดหวังว่า ยอดขายจะเติบโตขึ้นนอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยผลิตซอสหรือผงปรุงรสในการทำอาหารไทยสำเร็จรูป ออกมาขายด้วย

"มั่นใจว่าเราจะเพิ่มการเติบโตของยอดขายได้ตามเป้า 1,000ล้านบาท  โดยบริษัทได้ลงทุนและพร้อมขยายกำลังการผลิตในทุกหน่วยธุรกิจ เพื่อรองรับการเติบโตใน 3 ปีข้างหน้านี้แล้ว ล่าสุดบริษัทได้ลงทุนสร้างอาคารผลิตน้ำปลาพริกที่ เป็น clean room ทั้งระบบ นอกจากการลงทุนเครื่องจักรเพื่อผลิตน้ำจิ้มซีฟู๊ด ขณะที่โรงงานผลิตน้ำปลาตราหอยนางรมของเรา ที่ใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรสมัยใหม่ ถือเป็นโรงงานที่ได้รับมาตรฐานสูงสุด โดยการผลิตเป็นระบบปิด มีท่อส่งน้ำปลาออกมาจากบ่อน้ำปลา ก่อนมาเข้ากระบวนการผลิต ที่สะอาด ถูกสุขอนามัย โดยไม่ผ่านมือคนหรือมือมนุษย์ ดังนั้นขอให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบริษทผลิตภายใต้การควบคุมด้วยระบบการจัดการคุณภาพตามมาตรฐานสากล” นางสาวพิมพ์ลภัทรกล่าว